กฐินสามัคคี วัดสบล้อง จ.ลำพูน

       ตามที่ท่าน อาจารย์ ปริญญา ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษานิตยสาร อุณมิลิตและหัวหน้าทีมงาน ศูนย์ข่าวภาคเหนือได้ประกาศบอกบุญ การทอดกฐินสามัคคี วัดสบล้อง  จ.ลำพูน  โดยมีพระคุณเจ้าครูบาบุญยืนเป็นประธานฝ่ายสงฆ์  เพื่อให้สมาชิกและท่านผู้อ่านได้ร่วมกุศลและรับมงคลวัตถุที่ระลึกจึงจัดสร้างพระผงพิมพ์สมเด็จยันต์ มงกุฎพระพุทธเจ้า  โดยใช้รูปปฏิมาพระสมเด็จด้านหลัง ประจุ  ยันต์มงกุฎพุทธเจ้า  ถอดลายมือ จากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังสี   อมตะเถระ  แห่งสยามผู้สถาปนา พระสมเด็จวัดระฆัง  จักรพรรดิพระเครื่อง ที่มากล้นด้วยมหิทธานุภาพโดยใช้มวลสาร ผงสมเด็จ   ดั้งเดิมซึ่งรับมอบจาก พอ.อุทัย  ปัทมจิต  ได้รับสืบทอดจากหลวงปู่นาควัดระฆังฯ(พระเทพสิทธินายก) พร้อมทั้ง ดอกว่านมงคลทั้ง ๑๐๘ ชนิด  ผงดอกไม้เบญจพรรณ   ผง พระธาตุถ้ำสามร้อยยอด   ศิลาธิคุณ(จากแหล่งเดียวกับที่เจ้าประคุณสมเด็จใช้สร้างพระอันลือลั่น)   ผงกระเบื้องโบสถ์วัดระฆังฯ  ผงขรัวตาแสงวัดมณีชลขันธ์ฯลฯ  โดยทางสำนักงานนิตยสารอุณมิลิตดำเนินการจัดสร้างจำนวน  ๒๕๕๔ องค์ เพื่อ แจกกับ ผู้ร่วมการกุศลในครั้งนี้ ได้มอบให้ ท่าน อ.ปริญญา  ณ  เชียงใหม่ จะเป็นผู้ดูแลการดำเนินการทั้งหมด เกี่ยวกับพระของขวัญชุดนี้ ตั้งแต่การนำไปให้พระสุปฏิปันโนอธิษฐานจิต  จนถึงการแจกจ่ายกับผู้ร่วมงานมหากุศลกฐินวัดสบล้อง


                       


พระคุณเจ้าครูบาบุญยืน
ประธานฝ่ายสงฆ

          
                  พระสมเด็จมงกุฎพระพุทธเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อกำนัลแก่ผู้ร่วม กฐินอริยะซึ่งจะทอดที่วัดสบล้องนั้น   ได้มอบให้อาจารย์ปริญญา  ณ  เชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการ  นำไปขอเมตตาพระสุปฏิปันโน   อธิษฐานจิต  ซึ่ง  จะขอขยายความในส่วน ของพระยันต์ที่อัญเชิญมาประดิษฐาน ที่หลังพระพิมพ์  โดยได้ถอดแบบลายมือเจ้าประคุณสมเด็จ พุฒาจารย์โตพรหมรังสี  วัดระฆังฯ  อมตเถระผู้มากบารมี  ที่ได้บันทึกพระยันต์นี้ด้วยลายมือ ของท่านบนสมุดขาวซึ่งเรียกกันว่า “สมุดสมเด็จ”  เป็นเอกสาร ที่เชื่อถือและได้รับการยอมรับมากที่สุดฉบับหนึ่ง   พระยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้าตำรับสมเด็จโต นี้  ท่านลงไว้เป็นแบบ “ยันต์กล”  สามารถใช้ได้อเนกประการ  พระคาถามงกุฎเพชรพระพุทธเจ้านี้  จากการค้นคว้าพบว่าปรากฏ ในหลักฐานจารึก มานานกว่า ๑๒๐๐ ปี บางท่านเรียกว่า “อิติปิโสวิเสส”  ซึ่งหมายถึง  พระคาถาที่มีคุณวิเศษ   เป็นพระคาถาเพียงไม่กี่บทในคัมภีร์มหาพุทธาคมที่มีลักษณะโดดเด่น คือ  เป็นลักษณะ งูกินหางหรือนาคบาศ   ในสายโสฬส จะบอกเป็นกลว่า  “ ขึ้นที่ไหนลงที่นั่น เป็นยอดของคาถา”  ขยายความว่าพระคาถาบทนี้  ขึ้นด้วยพยางค์ว่า  “ อิ” และลง ด้วยพยางค์ว่า “  อิ” เป็นคำเดียว  และใช้เป็นศูนย์กลางของพระยันต์ด้วย ถือว่าต้นกับปลายเป็น สิ่งเดียวกันคือ   ความเป็นอมตะยั่งยืนไม่จบสิ้น(วงกลม หาต้น-ปลายไม่ได้ จึงไม่มีที่สุด)  คำว่าอินี้ซ้อนกันถึง ๔  ครั้ง  นับได้ ๘ อักษร   จากพระคาถาสี่วรรค ๓๒  อักษร(คำ)  เหลือช่องกลาง ๒๔ อักษร (คือ ๓x๘)  คือ  พระ ไตรสรณาคม  ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต  เขียนบอกนัยเคล็ดลับพระคาถาของท่านเป็นลายมืออย่างชัดเจน  ทั้งระบุว่าวิเศษนัก   พระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าเป็นการผูกขึ้นโดยกลโสฬสสะระตะที่แต่งขึ้นอย่างพิสดาร  ดังนั้นจึงไม่สามารถแปล ความโดยตรงได้  หรือ  ถอนกล(คำเรียกการถอดความร้อยกรองที่เป็นกลบท)  ได้เลยถ้าไม่รู้วิธีผูกพระคาถานี้ขึ้น      จริงอยู่ที่คาถานี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปของนักวิทยาคม  แต่มีผู้รู้ไม่มากนัก ถึงความนัยพระคาถาบทนี้   ซึ่งการสักกระหม่อม ที่นับเป็นการ ปิดอักขระในกายทั้งมวล ก็จะสักปิดด้วยยันต์ในพระคาถานี้ ถือเป็นที่สุดของพระยันต์ที่ต้องประดิษฐานในกายเหนือพระยันต์อื่นๆ    พระยันต์นี้ แม้ไปปรากฏที่ใดก็ไม่มี การดับสูญ   เพราะความเป็นอมตะอุตมังสุญญังนั่นเอง  (ยันต์นี้ผูกขึ้นจาก การเข้านิพพาน ในการเดินอักขระ สูงสุดในปถมัง)    พระเกจิอาจารย์ผู้รอบรู้ ก็จะใช้พระยันต์นี้ในการเสริมดวงแก่ศิษย์  เช่น  หลวงพ่อกวย   ชุติงธโร  วัดโฆษิตารามผู้วิเศษแห่งเมืองสรรค์ ก็ใช้ยันต์นี้ ประจำตัว  ศิษย์ของท่านจะเรียกว่า “ยันต์เสริมดวง”  เพราะท่านลงยันต์นี้ให้ใคร  ดวงชะตาก็กลับดีขึ้นเป็น อัศจรรย์   การสร้างพระแจกกฐินภาคเหนือปี๕๔นี้ได้ใช้พระยันต์สุดวิเศษนี้ ประทับ ในหลังพระพิมพ์   หลายท่านอาจเห็นว่าเป็นยันต์คุ้นตา ก็อย่าได้ดูเบา   เพราะในความธรรมดา นั้นกลับเหนือธรรมดาอย่างที่สุด    สำหรับมวลสาร  ได้ประจุวิชา โสฬสธรรมธาตุไว้ด้วย  จึงกล้า การันตีว่า  หากบูชาโดยมนสิการที่ดีแล้ว “ธรรมธาตุ” ย่อมปรากฏให้เห็นเป็นอัศจรรย์โดยมิพักต้องสงสัยเลย  ส่วนคุณวิเศษ  ผู้มีไว้ย่อมทราบได้เองเลิศล้ำเพียงใด...
ประมวลภาพ กฐินอริยะ