นางพันธุรัต ปฐมบทมนต์จินดามณี

     เรามัก จะได้ยินคำกล่าวว่าเสมอๆเวลา พบ เรื่องเด็กถูกทอดทิ้งว่า    แม่ใจยักษ์ใจมาร     ซึ่งเป็นการกล่าวที่ไม่ทราบที่มาที่ไป  เพราะ  ในเรื่องราววรรณคดี บรรดายักษ์ทั้งหลายกลับมีใจมั่นคงต่อความรัก  อยู่มากหลาย อาทิ  กุมภกัณฑ์ ที่รักพี่น้องจอมพลีชีพ      นางผีเสื้อสมุทรที่รักพระอภัยมณีจน ยอมสิ้นชีพ   และเรื่องราวความรัก ของแม่ที่มีต่อลูกที่ไม่ใช่สายเลือด  จนปรากฏเป็นเรื่องราวของคติชนทางคาถาอาคม  คือเรื่องราวของสุวรรณสังข์ชาดก หรือที่รู้จักกันในวรรณคดี ว่า “สังข์ทอง”    โดย ในบทความนี้ จะนำ  สุวรรณสังขชาดก (ปัญญาสชาดก)  ผู้แต่งคือ คณะสงฆ์ลานนา (ไม่ระบุนาม)ฉบับหลวงธำรงเจดีย์รัฐ  (เทศ   วิริยรัต) เป็นผู้แปล  และวรรณคดีเรื่อง  “สังข์ทอง”  ฉบับพระราชนิพนธ์ ในล้นเกล้ารัชกาลที่๒   เป็น ข้อมูลในการดำเนินบทความ ประกอบกับตำราทางคติชน  วิทยาคม  เกี่ยวกับ พระคาถาจินดามณี  ความแตกต่างระหว่าง  สุวรรณสังข์ชาดก   กับวรรณคดีฉบับพระราชนิพนธ์ เรื่องสังข์ทอง เท่าที่พบในชั้นแรกก็คือนาม  ของตัวละคร    เช่น   ฉบับสังข์ทองชื่อ    ท้าวยศวิมล   ฉบับชาดก เป็นท้าวพรหมทัต    ฉบับสังข์ทองชื่อ       สังข์ทอง   ฉบับชาดกเป็นสุวรรณสังข์ โพธิสัตว์     ฉบับสังข์ทองชื่อ รจนา   ฉบับ ชาดก    คันธาเทวี      เป็นต้น   ส่วนการดำเนินเรื่องจะเป็นไปในทำนองเดียวกันเกือบทั้งสิ้น  และพบว่า  เรื่องตำนานชาดกนี้  เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้าน  ของภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งไม่ทราบว่าใครเป็นต้นเค้าโดยที่สถานที่ที่กล่าวถึงเนื้อเรื่องในสังข์ทอง กล่าวคือเล่ากันว่า
*เมืองทุ่งยั้งเป็นเมืองท้าวสามล อยู่ในบริเวณใกล้วัดมหาธาตุเนื่องจากมีลานหินเป็นสนามตีคลีของพระสังข์
*ส่วนในภาคใต้ เชื่อว่าเมืองตะกั่วป่าเป็นเมืองท้าวสามล มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า "เขาขมังม้า" เนื่องจากเมื่อพระสังข์ตีคลีชนะได้ขี่ม้าข้ามภูเขานั้นไป
แต่บางข้อมูลสันนิษฐานว่า สังข์ทอง นั้นได้รับอิทธิพลมาจากนิทานพื้นบ้านของชวา ที่มีเนื้อเรื่องคล้ายกัน ซึ่งหอยชนิดที่เป็นหอยสังข์ให้สังข์ทองซ่อนตัวอยู่นั้น คือ หอยสังข์ชนิด Syrinx aruanus ซึ่งเป็นหอยที่พบได้ในทะเลแถบชวา-มลายู นับเป็นหอยฝาเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน ถึงขนาดที่เด็กทารกสามารถลงไปในนอนในนั้นได้ และมีเปลือกสีทอง(ข้อมูลhttp://th.wikipedia.org/)
      สรุปความพอจับเค้าได้ว่าเป็นเรื่องเล่าที่มีมานานแล้ว  และธรรมดาอยู่เอง ที่มักนำปรัมปราไปผูกกับสถานที่ต่างๆจึงมีสถานที่เกี่ยวกับ ปรัมปราเรื่องนี้หลายแห่ง  ที่พบอีกเช่น เพชรบุรี   และนครสวรรค์  ซึ่งเท่ากับปรำปราเรื่องนี้ฝังรากลึกในดินแดนแถบนี้    สำหรับเรื่องสุวรรณสังข์ชาดกหรือสังข์ทองนี้มีผลอย่างมากต่อคติชนความเชื่อเกี่ยวกับคาถาอาคมถึงมนต์วิเศษ ชนิดหนึ่งซึ่งรู้จักตามวรรณคดี สังข์ทอง ว่า “จินดามณีมนต์”   (ส่วนสุวรรณสังข์ชาดกแปลว่า  ทิพยมนต์) อำนาจของมนต์  เป็นมนต์เรียกจิต ให้ผู้ต้องมนต์ทนอยู่ไม่ได้ต้องมาหา  ใช้เรียก  สัตว์  บก  สัตว์น้ำ  แม้ครุฑ   เทวดาที่มีฤทธิ์ก็ไม่อาจทนได้  
          คติมนต์จินดามณีในทางคาถาอาคมของสุวรรณภูมิมีชื่อเสียงด้านเมตตาเสน่ห์   ร่ำรวย แบบหามนต์ใดมาเปรียบเทียบได้ยาก  ซึ่ง แตกแขนงออกหลายฉบับ   เป็นชุดวิชาก็ว่าได้ บางแห่งก็ได้แต่ละภาคส่วนไป   แต่ก็ อ้างอิงคติเรื่องสังข์ทองหรือ สุวรรณสังข์ชาดก   พบว่า  มนต์จินดามณี นี้ มีทั้งที่ใช้ในที่พระบรรทมของกษัตริย์สมัยอยุธยา    เพื่อเชิญเทพยดามารักษา  ขณะทรงบรรทม ซึ่งพบในเอกสาร หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งท่าน อ.เทพย์   สาริกบุตรได้ บันทึกไว้ ในส่วนคาถาอาคม และ เลขยันต์ ตำราพิชัยสงคราม  ได้พิมพ์เผยแพร่ (ในทุติยบรรพ และจตุบรรพ)
        มนต์จินดามณี จึงมิใช่มนต์ชั้นสามัญ   ใช้กันตั้งแต่ราษฎร  ไปจนกระทั่ง ท้าวพระยามหากษัตริย์  เนื้อหาลึกๆ เป็นองค์ความรู้การใช้จิต ดึงดูดสิ่งต่างๆ   ส่วนมนต์คาถาที่พบส่วนใหญ่จะเห็นว่า  เนื้อความเป็นมนต์บอกอานิสงค์  มากกว่าจะเป็นเนื้อมนต์จริง     เช่นขึ้นต้นว่า   “สิทธิวิชามหามันตัง   จินดามณี .....”   แปลแบบไม่ต้องรู้บาลีมากก็ได้ความว่า  ให้สำเร็จ ในมนต์ชื่อจินดามณี      อย่างนั้นแล้วมนต์จินดามณี คืออะไร กันแน่ ซึ่งการจะ ขยายความส่วนนี้ก็ต้องทบทวนเรื่องย่อของวรรณคดี เรื่องสังข์ทอง  (ตามเค้าจากสุวรรณสังข์ชาดก)  โดยสรุปย่อเนื้อหา (สังข์ทอง)  มีดังนี้
                   ท้าวยศวิมลมีมเหสีชื่อนางจันท์เทวี มีสนมเอกชื่อนางจันทาเทวี ไม่มีโอรสธิดา จึงบวงสรวงและรักษาศีลห้าเพื่อขอบุตร และประกาศแก่พระมเหสีและนางสนมว่าถ้าใครมีโอรสก็จะมอบเมืองให้ครอง
อยู่มานางจันท์เทวีทรงครรภ์ เทวบุตรจุติมา เป็นพระโอรสของนาง แต่ประสูติมาเป็นหอยสังข์ นางจันทาเทวีเกิดความริษยาจึงติดสินบนโหรหลวงให้ทำนายว่าหอยสังข์จะทำให้บ้านเมืองเกิดความหายนะ ท้าวยศวิมลหลงเชื่อนางจันทาเทวี จึงจำใจต้องเนรเทศนางจันท์เทวีและหอยสังข์ไปจากเมือง
นางจันท์เทวีพาหอยสังข์ไปอาศัยตายายชาวไร่ ช่วยงานตายายเป็นเวลา๕ ปีพระโอรสในหอยสังข์แอบออกมาช่วยทำงาน เช่น หุงหาอาหาร ไล่ไก่ไม่ให้จิกข้าว เมื่อนางจันท์เทวีทราบก็ทุบหอยสังข์เสีย
ในเวลาต่อมา พระนางจันทาเทวีได้ไปว่าจ้างแม่เฒ่าสุเมธาให้ช่วยทำเสน่ห์เพื่อที่ท้าวยศวิมลจะได้หลงอยู่ในมนต์สะกด และได้ยุยงให้ท้าวยศวิมลไปจับตัวพระสังข์มาประหาร ท้าวยศวิมลจึงมีบัญชาให้จับตัวพระสังข์มาถ่วงน้ำ แต่ท้าวภุชงค์(พญานาค) ราชาแห่งเมืองบาดาลก็มาช่วยไว้ และนำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ก่อนจะส่งให้นางพันธุรัตเลี้ยงดูต่อไปจนพระสังข์มีอายุได้๑๕ ปีบริบูรณ์
วันหนึ่ง นางพันธุรัตได้ไปหาอาหาร พระสังข์ได้แอบไปเที่ยวเล่นที่หลังวัง และได้พบกับบ่อเงิน บ่อทอง รูปเงาะ เกือกทอง(รองเท้าทองนั้นเอง) ไม้พลอง และพระสังข์ก็รู้ความจริงว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์ เมื่อพระสังข์พบเข้ากับโครงกระดูก จึงได้เตรียมแผนการหนีด้วยการสวมกระโดดลงไปชุบตัวในบ่อทอง สวมรูปเงาะ กับเกือกทอง และขโมยไม้พลองเหาะหนีไป

เมื่อนางพันธุรัตทราบว่าพระสังข์หนีไป ก็ออกตามหาจนพบพระสังข์อยู่บนเขาลูกหนึ่ง จึงขอร้องให้พระสังข์ลงมา แต่พระสังข์ก็ไม่ยอม นางพันธุรัตจึงเขียนมหาจินดามนตร์ที่ใช้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ไว้ที่ก้อนหิน ก่อนที่นางจะอกแตกตาย ซึ่งพระสังข์ได้ลงมาท่องมหาจินดามนตร์จนจำได้ และได้สวมรูปเงาะออกเดินทางต่อไป
พระสังข์เดินทางมาถึงเมืองสามล ซึ่งมีท้าวสามลและพระนางมณฑาปกครองเมือง ซึ่งท้าวสามลและพระนางมณฑามีธิดาล้วนถึง๗พระองค์ โดยเฉพาะ พระธิดาองค์สุดท้องที่ชื่อ รจนา มีสิริโฉมเลิศล้ำกว่าธิดาทุกองค์ จนวันหนึ่ง ท้าวสามลได้จัดให้มีพิธีเสี่ยงมาลัยเลือกคู่ให้ธิดาทั้งเจ็ด ซึ่งธิดาทั้ง๖ ต่างเสี่ยงมาลัยได้คู่ครองทั้งสิ้น เว้นแต่นางรจนาที่มิได้เลือกเจ้าชายองค์ใดเป็นคู่ครอง ท้าวสามลจึงได้ให้ทหารไปนำตัวพระสังข์ในร่างเจ้าเงาะซึ่งเป็นชายเพียงคนเดียวที่เหลือในเมืองสามล ซึ่งนางรจนาเห็นรูปทองภายในของเจ้าเงาะ จึงได้เสี่ยงพวงมาลัยให้เจ้าเงาะ ทำให้ท้าวสามลโกรธมาก เนรเทศนางรจนาไปอยู่ที่กระท่อมปลายนากับเจ้าเงาะ
ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์ อาสน์ที่ประทับของพระอินทร์เกิดแข็งกระด้าง อันเป็นสัญญาณว่ามีผู้มีบุญกำลังเดือดร้อน จึงส่องทิพยเนตรลงไปพบเหตุการณ์ในเมืองสามล จึงได้แปลงกายเป็นกษัตริย์เมืองยกทัพไปล้อมเมืองสามล ท้าให้ท้าวสามลออกมาแข่งตีคลีกับพระองค์ หากท้าวสามลแพ้ พระองค์จะยึดเมืองสามลเสีย
ท้าวสามลส่งหกเขยไปแข่งตีคลีกับพระอินทร์ แต่ก็แพ้ไม่เป็นท่า จึงจำต้องเรียกเจ้าเงาะให้มาช่วยตีคลี ซึ่งนางรจนาได้ขอร้องให้สามีช่วยถอดรูปเงาะมาช่วยตีคลี เจ้าเงาะถูกขอร้องจนใจอ่อน และยอมถอดรูปเงาะมาช่วยเมืองสามลตีคลีจนชนะในที่สุด
หลังจากเสร็จภารกิจที่เมืองสามลแล้ว พระอินทร์ได้ไปเข้าฝันท้าวยศวิมล และเปิดโปงความชั่วของพระนางจันทาเทวี พร้อมกับสั่งให้ท้าวยศวิมลไปรับพระนางจันท์เทวีกับพระสังข์มาอยู่ด้วยกันดังเดิม ท้าวยศวิมลจึงยกขบวนเสด็จไปรับพระนางจันท์เทวีกลับมา และพากันเดินทางไปยังเมืองสามลเมื่อตามหาพระสังข์
ท้าวยศวิมลและพระนางจันท์เทวีปลอมตัวเป็นสามัญชนเข้าไปอยู่ในวัง โดยท้าวยศวิมลเข้าไปสมัครเป็นช่างสานกระบุง ตะกร้า ส่วนพระนางจันท์เทวีเข้าไปสมัครเป็นแม่ครัว และในวันหนึ่ง พระนางจันท์เทวีก็ปรุงแกงฟักถวายพระสังข์ โดยพระนางจันท์เทวีได้แกะสลักชิ้นฟักเจ็ดชิ้นเป็นเรื่องราวของพระสังข์ตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้พระสังข์รู้ว่าพระมารดาตามมาแล้ว จึงมาที่ห้องครัวและได้พบกับพระมารดาที่พลัดพรากจากกันไปนานอีกครั้งหลังจากนั้น ท้าวยศวิมล พระนางจันท์เทวี พระสังข์กับนางรจนาได้เดินทางกลับเมืองยศวิมล ท้าวยศวิมลได้สั่งประหารพระนางจันทาเทวี และสละราชสมบัติให้พระสังข์ได้ครองราชย์สืบต่อมา…(จบเรื่องย่อสังข์ทอง)
  เป็นเรื่องย่อๆ  ผู้เขียนทบทวน เพื่อเป็นพื้นฐานในการขยายความต่อไปในส่วนมนต์จินดามณี  ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า   นางพันธุรัต เป็นผู้สอนมนต์จินดามณีให้พระสังข์ทอง   ในคติวิทยาคม ผู้ที่เรียนมนต์จินดามณี จริงๆ จะเรียนมนต์จินดามณี บทต้น   เรียกกันว่า  “มนต์ นางพันธุรัต”   ซึ่งปรากฏในวิทยาคมสำนักเลื่องชื่อของสยามเช่นสายหลวงปู่ศุข   วัดปากคลองมะขามเฒ่า  จ.ชัยนาท มีมนต์จินดามณีบทต้น ใช้เสกศิลา  โดยต้องสาธยายก่อนมนต์จินดามณีบทอื่นๆซึ่งเป็นมนต์อานิสงค์ที่แตกแขนงออกมา    นางพันธุรัต   หรือ  นางยักขิณีเป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มากและเป็นเพื่อน กับพระอินทร์ ก็เคยใช้มนต์ประจำตัวเอาชนะพระอินทร์จนแต้มสกา (การละเล่นโบราณแบบหนึ่งทอดเต๋า  เดินแต้ม)    แม้เป็นคติที่ค้นไม่พบในวรรณคดีหรือชาดก   แต่เอกสารที่มีการรวบรวมจากหอสมุดแห่งชาติโดย  อ.เทพย์  สาริกบุตร  ได้พิมพ์เผยแพร่คือ ทุติยบรรพ (โรงพิมพ์ วิทยากร) ก็ได้ บันทึกถึงมนต์นางพันธุรัต (หน้า๒๘๘) ว่า      “.....คาถานางพันธุรัต  เมื่อขึ้นไปเล่นสกากับพระอินทร์  ชนะพระอินทร์มา   เรียกเต่า  เรียกปลา  ใช้กวักเรียกจบหนึ่งกวักทีหนึ่ง   เรียกทีกวักที  กวักร่ำไปตามกำลังวันมาได้ทุกที......”     จากเนื้อความตรงนี้ จะเห็นอาการใช้มนต์นางพันธุรัต  ลักษณะอย่างนางกวัก  คือเรียกให้มา    ซึ่งคะเนว่าเป็นคาถาที่ ประพันธ์ขึ้น ในยุคไม่เกิน๑๐๐ปี  แม้ไม่นานนัก  ก็ สามารถเป็นเค้าที่แสดง  การใช้มนต์ ว่า เรียกสิ่งที่ต้องการมาได้เกือบทุกอย่าง   ซึ่ง ในปัจจุบันก็มีแนวคิดที่ยอมรับกันเป็นสากลทั่วโลกถึงการใช้แรงปรารถนาจากตัวมนุษย์ โน้มน้าวสิ่งที่ต้องการ  แบบเชิงจิตวิทยา  เรียกว่า  Law of Attraction    เป็นแนวคิดแบบฝรั่งมังค่า   แต่ของไทยเราเองก็มี  แนวคิดเช่นนี้แฝงอยู่หลายศาสตร์ แบบอิงแอบความเชื่อ ให้เกิดการยอมรับ โดยไม่ต้องใช้เหตุผล อธิบายหรือทำความเข้าใจมากนัก  โดยมาในรูปพิธีกรรมทางคาถาอาคม    ซึ่งหากเราไม่มัวปรามาส กันเองมากหนัก  ว่าเป็นเรื่องงมงายเหลวไหล  หาสิ่งที่ดีมาใช้ก็จะพบอะไรอีกมากหลายในศาสตร์ โบราณแบบไทย ที่อาจจะดูดิบๆบ้านๆ   ไม่ได้แสดงเหตุผลอะไรมากนักแต่ใช้ได้ผลดีนักจนอัศจรรย์ใจเลยทีเดียว
ตำนานเรื่องพระสังข์กับนางพันธุรัต นี้  พบว่า มีอยู่เกือบทุกพื้นที่    และก็มีการทำ วิจัยเชิงประวัติศาสตร์ตำนานพื้นที่อยู่ด้วยกันหลายแห่ง  สถานที่   โดยเฉพาะการอ้างอิง เกี่ยวกับ  นางพันธุรัต  ตอนเขียนมหามนต์จินดามณีอันสุดวิเศษให้กับพระสังข์ทอง ไม่ว่า  ที่เพชรบุรี      อุตรดิตถ์     นครสวรรค์     และพังงา   ซึ่ง เป็นการยืนยันถึงความเชื่อแบบ “ฝังราก” ของปรัมปรา เรื่องนี้ ในสังคมไทยได้อย่างดี   แน่นอนว่า เมื่อมีความเชื่อเกี่ยวกับมนต์วิเศษ นี้หลายท้องถิ่น    จึงทำให้ มนต์จินดามณี  และมนต์นางพันธุรัต ก็ต้องมีหลายคติ  หลายเนื้อหา ด้วย   แต่ ก็มีประสิทธิคุณที่คล้ายคลึงกัน   หลายๆท่าน ที่ค้นคว้าเรื่องมนต์จินดามณี และมนต์นาง พันธุรัต  ก็มักมีคำถามคาใจที่ว่า...............(โปรดติดตามตอนต่อไป)

กล่องข้อความ: บทความนี้  จุดประสงค์ เพื่ออนุรักษ์คติชน  เกี่ยวกับ   วรรณคดีเรื่องสังข์ทอง  หรือสุวรรณสังข์ชาดก   ที่ฝั่งรากลึกในความเชื่อ ชาวสยามเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะ  มนต์จินดามณี และ นางพันธุรัต  โดยพยายาม เก็บตก รายละเอียดที่อาจมองข้ามหรือยังไม่มีใครกล่าวถึง     (กองบรรณาธิการฯ)