อุณมิลิตสัญจรฉบับนี้ นำท่านเข้าร่วมงามบุญใหญ่ถึงสองงาน งานแรกคือ งานบุญหล่อพระพุทธอาพาธพินาศ ที่อุณมิลิตเป็นแม่แรงใหญ่ ในการดำริสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในบวรพระพุทธศาสนา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบสักการะเป็นพุทธานุสติ และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการบรรเทาความทุกข์ใจหรือโรคใจนั่นเอง
พระพุทธอาพาธพินาศ เป็นพระพุทธรูปปางฉันสมอ ที่นับว่าปัจจุบันหาชมได้ยาก และมีหลายท่านที่ได้อ่านเรื่องราวของพระพุทธรูปปางฉันสมอ บอกว่าไม่เคยรู้จักว่ามีปางนี้ด้วยในพุทธประวัติ เพราะไม่เคยเห็นที่วัดไหนสร้างมาก่อน ส่วนบางท่านที่เคยเดินทางไปวัดอัปสรสวรรค์ก็จะคงคุ้นตาเพราะที่วัดแห่งนี้มีพระปางฉันสมอเช่นเดียวกัน และด้วยเป็นนิมิตที่ดีที่การสร้างพระพุทธอาพาธพินาศครั้งนี้ จะเป็นการสืบต่อตำนานการสร้างพระพุทธปฏิมากรปางสำคัญปางหนึ่งที่อยู่ในพุทธประวัติที่โบราณท่านเคยสร้างไว้สักการบูชา และกำลังจะสาบสูญไปจากสังคมไทย ให้รื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง
การสร้างพระพุทธอาพาธพินาศที่อุณมิลิตดำริสร้างขึ้นนี้ขออธิบายถึงที่มาที่ไปของมูลเหตุ การสร้างก่อนว่า เกิดจากเจ้าอาวาสวัดศรีสุวรรณรัตนาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า วัดดงแก้ว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ท่านมาปรึกษาว่าต้องการสร้างพระพุทธรูป เพื่อให้คนสักการบูชาสักองค์หนึ่ง ซึ่งตามดำริเดิมของท่านเจ้าอาวาสและกรรมการวัดเห็นว่าจะต้องการสร้างพระพุทธชินราช แต่ผมมองว่าไหนจะสร้างทั้งทีก็ต้องสร้างให้มีเรื่องราวที่เป็นมงคลตามพุทธประวัติที่ยังมีอีกมากมาย ที่สังคมมองข้ามไป และสองปางตามพุทธประวัติที่นึกไว้ขณะนั้นก็คือ พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรและพระพุทธรูปปางฉันสมอ ซึ่งทั้งสองล้วนเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธประวัติที่เป็นมงคลที่ดีแก่ชาวพุทธ และมีคติที่โบราณท่านสร้างขึ้นไว้บูชาเป็นคตินิยมด้วย
จนในที่สุดมาสรุปลงท้ายด้วยปางฉันสมอ จึงนำเรื่องนี้ปรึกษากับคณาจารย์อุณมิลิต ถึงคติการสร้างพระพุทธปฏิมากรให้ถูกต้องตามจารีตคตินิยมของโบราณ ท่านก็เห็นด้วยและสนับสนุนแบบสุดกำลัง และมาลงเอยด้วยการหล่อพระพุทธปฏิมากรเป็นเนื้อโลหะ ขนาด ๓๖ นิ้ว พระพุทธรูปองค์นี้ปั้นขึ้นจากการควบคุมโดยอุณมิลิต เพื่อให้ตรงตามสัดส่วนมงคลนิมิตของการสร้างพระพุทธรูป ตามคติชนโบราณ สัดส่วนที่ถูกต้องเป็นนิมิตมงคลนั้นถูกบรรจงปั้นสร้างขึ้นผึ้งเป็นองค์พระตั้งแต่ยอดเกตุ เปลวเพลิง จรดฐานองค์พระพุทธปฏิมา ถ้าว่าตามภาษาชาวบ้านทั้งทรวดทรงอก ไหล่ แขนขา แม้แต่ละเอียดย่อยไปจนถึงฝ่ามือ ปลายนิ้ว ก็ล้วนไม่พลาดสายตาอันเฉียบคมที่อิงตามคตินิยมแต่โบราณกาล
เมื่อช่างปั้นขึ้นเป็นหุ่นองค์พระพุทธรูปสมส่วนตามคติการสร้างพระแล้ว ก็เป็นการกระทำตามประเพณีจารีตแต่โบราณ คือการลงพระหัวใจพระคาถาที่สำคัญในการสร้างพระพุทธรูป เช่น หัวใจพระพุทธเจ้า หัวใจพระสาวกซ้ายขวา หัวใจพระนวหรคุณ หัวใจพระดำเนิน พระพิชัยสงครามห้ามสมุทร ปถมังอังควิฐาน ฯลฯ และชักสูตรเรียกยันต์การสร้างพระตามคติของ อาจารย์เทพ สาริกบุตร จากนั้นจึงเป็นการปิดทองเพื่อเฉลิมองค์พระ เหตุอัศจรรย์ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป็นนิมิตมงคลแรกคือ แผ่นทองคำเปลวที่ปิดทองลงไปทับบนยันต์ที่องค์พระนั้น กลับปรากฏขึ้นมาให้เห็นชัดเจน เป็นที่อัศจรรย์แก่ท่านเจ้าอาวาสและช่างปั้นเป็นอย่างมาก เมื่อทำการชักสูตรเรียกยันต์ตามคติโบราณเป็นที่เรียบร้อย จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างที่ต้องนำพระหุ่นขี้ผึ้งนี้เข้าปูนเพื่อรอวันหล่อโลหะในวันฤกษ์พิธีที่ ๑๔ ตุลาคม ๕๔ (ขอขอบคุณคุณสีหวัชรที่ชำระฤกษ์ให้)
เรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งในวันที่ไปทำพิธีเฉลิมหุ่นองค์พระนั้น คือว่าช่วงที่กำลังดำเนินการปั้นพระพุทธรูปด้วยขี้ผึ้งนั้น เป็นช่วงที่น้ำกำลังท่วมจังหวัดลพบุรีอย่างแสนสาหัส อำเภอรอบข้างโคกสำโรงถูกน้ำท่วมเสียหายหมดสิ้น และก่อนหน้าที่จะเดินทางไปเฉลิมหุ่นองค์พระหนึ่งวัน ได้โทรเช็คสภาพถนนและน้ำท่วมกับหน่วยงานราชการหลายแห่ง ทราบว่าน้ำยังทรงตัวและอาจจะเพิ่มระดับสูงมากขึ้นได้ จึงอาจทำให้เส้นทางที่จะไปนั้นน้ำท่วมได้ แต่พอถึงวันที่จะเดินทางไปเฉลิมหุ่นองค์พระน้ำที่อยู่รอบข้างจังหวัดลพบุรีกลับลดระดับลง น้ำที่ท่วมตัวเมืองลพบุรี และบริเวณเส้นทางที่จะต้องเดินทางผ่านนั้นกลับลดต่ำลงจนถนนแห้ง สรุปว่าวันนั้นเดินทางไปได้โดยสะดวกไม่มีอุปสรรคน้ำแต่อย่างไร แต่พอหลังจากที่เดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ ตอนค่ำ ท่านเจ้าอาวาสก็โทรศัพท์มาคุยว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นมากกลัวว่าจะกระทบกับวันงาน และพอรุ่งเช้า ข่าวก็รายงานว่าตัวเมืองลพบุรีถูกน้ำท่วมเกือบทั่วทั้งเมือง รวมทั้งเส้นทางที่ได้เดินทางไปเมื่อวานก็ถูกน้ำท่วมหมดสิ้น ระดับน้ำทรงตัวอยู่อย่างนั้นจนใกล้ถึงวันที่ ๑๔ ตุลาคม พอถึงวันที่ ๑๑ ตุลาคม จึงได้รับแจ้งจากทางลพบุรีว่าน้ำลดระดับลง อำเภอใกล้เคียงกับอำเภอโคกสำโรงระดับน้ำลดลงมาก หลายพื้นที่เริ่มแห้งบ้างแล้ว จึงเป็นอันสบายใจขึ้นมาอีกนิดว่างานวันเทหล่อพระคงดำเนินไปด้วยดี ไม่ติดอุปสรรคใดๆ
อุณมิลิตเริ่มเดินทางไปตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม เพื่อตระเตรียมงาน และตรวจดูความพร้อมของงานพิธี รวมทั้งช่างที่กำลังเตรียมสุ่มไฟเพื่อหล่อในวันพิธี อยู่ดูงานควบคุมช่างกันจนสว่างคาตาไม่ได้นอนไปตามๆ กัน สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่ตามมาอีกอย่างคือ ก่อนหน้าวันที่ ๑๔ คือตั้งแต่วันที่ ๑๒ – ๑๓ ลพบุรีไม่มีแดด มีฝนตกประปรายตลอด จนเจ้าอาวาสกังวลใจว่าถ้าอากาศยังเป็นเช่นนี้กลัวว่างานจะล่มไม่เป็นท่า เพราะแม้แต่วันที่ ๑๓ ตอนหัวค่ำฝนยังตกประปรายมาเป็นระยะจนน่าใจหายเช่นเดียวกัน ฝนเริ่มมาหยุดสนิทก็ประมาณสี่ทุ่มเศษ และฟ้าเริ่มเปิดเห็นดาวเต็มท้องฟ้า ที่สำคัญพระจันทร์ทรงกลดสวยงามมาก คืนนั้นยืนคุยกับท่านเจ้าอาวาสและกรรมการวัดที่ยังวุ่นจัดเตรียมงานก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยเห็นท้องฟ้าสว่างใสแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว พึ่งมาเห็นวันนี้ และพรุ่งนี้ก็เชื่อว่าในงานฝนต้องไม่ตกแน่นอน คงเป็นเพราะบารมีของพระพุทธอาพาธพินาศอย่างแน่นอน นั้นคือเสียงคำบอกเล่าของชาวบ้านในละแวกนั้น
พอรุ่งเช้าก็เป็นไปตามคาดท้องฟ้าสว่างใสตลอดทั้งคือจนเช้า พระจันทร์ทรงกลดสว่างใสตลอดคืน พยายามถ่ายภาพหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถจับความสวยงามของแสงทรงกลดได้ มากนัก แต่ทุกคนใน พื้นที่นั้นต่างแปลกใจไปตามๆกัน เพราะที่ลพบุรี ก่อนนั้นฟ้าปิด และมีฝนตกพรำตลอดมาหลายวันแล้ว ท่านผู้อ่านคงทราบนะครับว่าเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย ตลอดระยะทางจากกทมไปวัดจะเห็นน้ำท่วมตลอด บางทางก็ ถนนขาดแต่รอบๆวัดดงแก้ว กลับไม่มีน้ำท่วมถึงเลย แห้งสนิทจริงๆครับ พิธีการตามฤกษ์นั้นคือ ๐๖.๐๙ น. เป็นการเทนำฤกษ์ พระพุทธอาพาธพินาศขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว จำนวน ๒๑ องค์และพระพุทธชัยวัฒน์ ฯ ซึ่งได้เปิดให้ท่านที่สนใจร่วมทำวิหารทานประดิษฐานพระองค์ใหญ่ที่กำลังจะหล่อในตอนเที่ยง

ซึ่งพอช่วงเวลาประมาณตีห้าเศษจึงเริ่มใส่แผ่นชนวนยันต์ที่ได้รับมาจากเกจิอาจารย์หลายท่าน อาทิ อาจารย์อุณมิลิต ครูบาบุญยืน อาจารย์ประคอง คุณคมเดช (ลูกศิษย์หลวงปู่ทองสุข) คุณสีหวัชร ได้ลง ยันต์๑๐๘ นะ๑๔ ตามตำรับวัดสุทัศน์ ที่เป็นตำรับจริง ครับเพราะตำราที่พิมพ์เผยแพร่กันนั้น ถูกบังไว้หลายจุด บางยันต์ก็รู้กันไม่ครบลงกันขาดไปอย่างงั้นแต่พิธีนี้ครบสูตร ยกตัวอย่างยันต์วิปัสสีทั้ง๒๘ พระยันต์ อัตราตัวเลขรอบๆ องค์พระจะแปรเปลี่ยนไปตามพระนามพระพุทธเจ้า๒๘พระองค์ ซึ่งต่างจากตำราทั่วไป อัตรา นั้นถูกบังไว้ นะครับ การเดินอัตรา ถือ เกณฑ์ ๘๐ ใครที่สนใจก็ลองไปค้นคว้าเอานะครับ ขอฝอยเรื่องยันต์เพิ่มเติมอีกว่า ยันต์ที่ใช้หล่อพระนั้นไม่ใช่แค่๑๐๘นะ๑๔ เท่านั้นยังมียันต์บังคับอีก เช่น ยันต์สัมพุทเธ ยันต์อักขระวิเศษ ที่ใช้ลงเครื่องพิชัยยุทธ์ ๔๘อักษร สำหรับครั้งนี้ ก็ได้ใช้
ยันต์ จักรพรรตราธิราช ฉบับจริงซึ่ง ตำราที่รู้จักกันนั้น (ลงในตำราพุทธมหาศาตราคมของ อ.เทพฯ) คนที่รู้ลึกจะรู้ว่าไม่ใช่ แต่ปัจจุบันเอามาลงกันเปรอะแล้วบอกว่ายันต์จักรพรรตราธิราช ซึ่ง อ.เทพ ได้ค้นคว้าเรื่องนี้ มานานกว่า๒๘ปีท่านได้ค้นพบเมื่อบั้นปลายชีวิต และจะลงหล่อพระสำคัญเสมอ ซึ่งท่านจะใส่ด้วยมือของท่านเอง จึงมีคนรู้เรื่องยันต์นี้น้อยมาก ที่รู้ก็ อ.ตุ๊กแก และอดีตพระแฮ๊ต ซึ่งทั้งสองท่านก็เก็บเงียบ เพราะไม่อยากให้เอาไปอ้าง ยันต์นี้ ยอมรับว่าเป็นจักรพรรตราธิราชจริงเพราะ แปลงจากยันต์ สำคัญของวัดประดู่โรงธรรม สามพระยันต์ คือ พุทธคุณ๕๖ ธรรม๓๘ สังฆคุณ ๑๒๗ แต่นำมารวบเป็นยันต์ อัตรา๑๐๘ ซึ่งหมายถึงองค์เกณฑ์มงคลจักรวาลตามคติพุทธ โดยแปรตามแบบยันต์ทั้งสาม ซึ่งแต่ละยันต์ต้องแปรเป็นอัตราจักรพรรตาธิราชลง๑๐๘ ตาให้ได้

นอกจากนี้ยังมี๑๒นักพรตหรือ จักรพรรตราธิราชตรีนิสิงเห ซึ่งจะมีตารอบๆสิบสองตรา รอบตรีนิสิงเหตรากลางอีกที ลง อักขระตรีนิสิงแหกำเนิด ๑๒อักขระ คือ ๑๒กำเนิด ๑๒ภาษา หัวใจอักขระ๑๒นี้มีหลักฐานอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติครับ พอดีทำวิทยานิพนธ์ในเรื่องนี้ จึงพอมีหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้คิดเอาเอง บางตำราเป็นฉบับหลวง เลยนะครับ ยันต์จักรพรรตราธิราช๑๒ราศีนี้ จะเดิน ๘ทิศรอบอักขระแต่ละตัว รวมกับตรีนิสิงเหตาใน จะได้ ๑๐๘คือ พุทธคุณ๕๖ ธรรมคุณ๓๘ สังฆคุณ ๑๔เช่นเดียวกับคติจักรพรรตราธิราชต้นของวัดประดู่โรงธรรม เป็นยันต์ที่สวยงามและมีความพิสดารในตัวมากที่สุดแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ยังลง “ธรรมกายสูตร” ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้สร้างพระปฏิมาโดยเฉพาะ ความรู้นี้ชัดเจนนะครับ มีเอกสารจากนักวิชาการหลายท่านยืนยัน กล่าวกันว่า หากจะสร้างพระปฏิมา และให้มีคุณานุภาพประหนึ่งดังพระศาสดา ครั้งดำรงพระชนม์ชีพ ก็ให้ประจุด้วยสูตรนี้ ความเชื่อนี้ จะเห็นได้ในตำนานพระสิงห์ของทางเหนือด้วยนะครับ “พระธรรมกายสูตร” สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นต้นเค้าของยันต์พุทธนิมิต หรือ ยันต์ พระครู ซึ่งลงเป็นรูปองค์พระ ในสายหลวงปู่ศุข วัดปากครองมะขามเฒ่า ด้วย ซึ่งก็แปลกใจว่า ทำไมหลวงปู่ศุขให้ใช้พุทธนิมิต ปลุกเสก แต่พอเห็นธรรมกายสูตร ก็ถึงบางอ้อ... เพราะเป็นที่มานั่นเอง ผมต้องขอใช้หน้ากระดาษ บรรยายเรื่องชนวนมากหน่อย
เพราะอยากให้ทราบว่า ทำของดีจริงๆ....
(ยังมีต่อ)