ชูชก ตำรับมอญ

ท่านอาจารย์ประคอง  รุ่นเจริญ

ชูชก ตำรับมอญเนื้อสำริด(สัมฤทธิ์)

รูปแบบเครื่องรางชูชกที่โบราณกำหนดจะต้องมลักษณะคล้ายถุงคืออ้วนท้องป่อง
ถือน้ำเต้าไม้เท้าสะพายถุงย่าม ฯ
ในท่าเดิน มีเคล็ดว่าน้ำเต้าไม่อด ไม้เท้า ช่วยค้ำ ถุงย่ามมีเงินเก็บ
ท่าเดินก็คือหาทรัพย์นั่นเอง
มวลสารที่ใช้ก็มีของอาถรรพ์ทางมหานิยมเช่นไม้พันหลัก ไม้ขนุน บางสำนักใช้กระดูกของ “หมูดุด” หรือปลาพะยูนก็มี
ในเคล็ดวิชาสำคัญของท่านปู่วร ก้อนใบ นั้นวิชาชูชกเป็นวิชาที่ท่านหวงมากวิชาหนึ่ง เป็นวิชาในตำรับมอญ
ซึ่ง มีเค้าว่าน่าจะเป็นสายปทุมธานี
เช่นเดียวกับของท่านหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน  ที่โด่งดัง
ซึ่งวิชานี้ท่านอาจารย์ประคองได้ไว้ตั้งแต่ปู่วร  ยังมีชีวิตอยู่
ท่านว่า วิชานี้ทำมากจะเหมือนคนขี้ขอ คือ พูดอะไรไปเขาให้หมด
ซึ่งวิชานี้ท่านไม่ได้ทำเผยแพร่เลย จึงให้สร้างขึ้นเพื่อ สืบวิชาไว
ชูชก ที่ท่านอาจารย์ประคองให้สร้างขึ้นตามแบบคติโบราณ สืบสาย ชูชกของปู่วร  ก้อนใบ
มวลสารก็สุดยอด ใช้สตางค์ที่ทำวิชาขอทาน มาสร้าง บรรจุมวลสารอาถรรพ์ 

ชูชก ตำรับมอญเนื้อสำริด(สัมฤทธิ์)

อิทธิฤทธิ์ “ชูชก”ตำหรับมอญ
      เครื่องรางชนิดหนึ่งที่มักเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ จากคนกลุ่มหนึ่ง ที่เข้าใจเรื่องราวทางไสยศาสตร์อย่างฉาบฉวย แบบงูงู ปลาปลาแล้ว เอาความรู้สึกมาตัดสินมากกว่าใช้ปัญญาและเหตุผลก็คือ   เครื่องรางในรูปแบบที่เรียกว่า “ชูชก”
“ชูชก” เป็นภาพลักษณ์ที่มักถูก แสดงให้เห็นว่าเป็นด้านมืดของสังคมที่หมายถึง คนขี้งก  คนขี้ขอ ปัจจุบัน   มีนักวิชาการทั้งภาคสังคมวิทยา และ  พุทธศาสนา ออกมาติติงเรื่องการที่หลายวัดหลายเกจิอาจารย์  ได้ระดมสร้างเครื่องรางชนิดนี้ ออกให้ศาสนิกชนเช่าบูชา แบบที่ เรียกว่า    “ให้บูชาความโลภ”  ซึ่งได้วิพากษ์ ว่าเป็นจุดวิกฤตของสังคม ที่ให้ มาเคารพบูชาบุคคลที่เป็นเสมือนด้านลบในพุทธศาสนา  เพราะชูชกก็คือ “เทวทัต”  ผู้ประทุษร้ายต่อ  “พระพุทธเจ้า” ซึ่งพระองค์เป็นภาพลักษณ์แทนความดีงามที่ต้องเคารพบูชา
แน่นอนว่า ผู้เขียนเองก็เห็นด้วยกับการที่นักวิชาการเหล่านั้นออกมาตำหนิวัดวาอารามและพระเกจิอาจารย์ บางท่านที่ประชาสัมพันธ์วัตถุมงคลชูชกของตนอย่างไม่คำนึงว่าอะไรถูกอะไรควรเพราะเห็นสอดคล้องด้วยกับข้อกล่าวหาที่ว่าวิธีการนำเสนอของ  วัดวาอาราม เหล่านั้น ไม่ถูกต้อง  เนื่องจากไม่ได้แสดงให้สังคม รับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องรางชนิดนี้ เท่าที่ควร  ว่า เป็นคติที่สื่อสอนคุณธรรมเรื่องอะไร และนำเสนอเพียงการมุ่งประเด็นในแง่ ที่ “ตอบสนองความโลภ” เพียงเพื่อส่งเสริมจุดขายวัตถุมงคลเหล่านั้นซึ่งต้องกล่าวประณามว่าทำวัตถุมงคลมอมเมาประชาชน แบบที่เรียกว่า  “เลวและสิ้นคิด”  แต่ ในทางกลับกันผู้เขียนไม่ตำหนิศาสตร์โบราณที่สร้าง  “ชูชก”  ในรูปแบบเครื่องรางขึ้น หากเราศึกษาให้เข้าใจ   นักวิชาการ หลายท่าน แสดงความเห็นในแง่ที่ว่า การโฆษณาให้ชื่นชอบต่อการบูชาชูชกที่เป็นผู้สร้างบารมี ร่วมกับพระเวสสันดร  ว่า   “เป็นการอ่านหนังสือ แบบไม่แตกไม่เข้าใจพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้”  แต่ในความเป็นจริงผู้เขียนกับเห็นว่า นักวิชาการเหล่านั้นกลับปิดหูปิดตาตัวเองและพยายามพูดเพียงเพื่ออวดกับสื่อมวลชนแบบสร้างกระแสว่า ตน พยายามปกป้องพุทธศาสนาเท่านั้น   เพราะอีกหลายสิ่งที่ย่ำแย่ยิ่งกว่า  “ชูชก” ที่บรรดานักสร้าง พุทธพานิชพยายามประเคนเรื่องนอกพุทธศาสนา(เถรวาท)อย่างชัดเจนเข้ามาในแวดวงพุทธศาสนา (เถรวาท)กลับไม่ถูกตำหนิจากนักวิชาการเหล่านี้เลย ไม่รู้ว่าทนดูกันอยู่ได้เช่นไร   อย่างที่เห็นชัดเจน ที่สุด การคือ การที่นำเทพเจ้า ของศาสนาอื่นมาไว้ในวัดพุทธศาสนา เถรวาท ที่พบมากในปัจจุบันก็คือ “พระพิฆเณศ”  เห็นชัดเจนว่าผิดฝาผิดตัว และเป็นเรื่องที่กระทบกับพุทธศาสนาโดยตรงหากปล่อยไว้ไม่ทำให้ชัดแจ้งเพราะนานไปก็จะเข้าใจว่า เป็นเรื่องพุทธศาสนาที่ถูกต้องไปเสีย  และท้ายที่สุดพุทธศาสนาเถรวาทแบบสยามวงศ์ที่นับถือว่า บริสุทธิ์ เที่ยงตรง  ต่อคำสอนของพระสมณโคดมสัมสัมพุทธเจ้ามากที่สุดสายหนึ่ง  ก็จะวิปริตจนเกิดสัทธรรมปฏิรูปไป อย่างเช่นที่เกิดในพุทธศาสนามหายาน   ผู้เขียนขอประณาม  ภิกษุที่ยอมรับในเรื่องเอาศาสนาอื่นเช่นเทพ ฯมาปะปนในพุทธศาสนา ก็คือ อลัชชีประเภทหนึ่งที่ทำลายพุทธศาสนาอย่างไม่ต้องสงสัย   หากถามว่า “การบูชาพระพิฆเณศผิดหรือไม่?” ก็ตอบได้ทันทีว่าไม่ผิด เพราะเป็นเรื่องของ ฆราวาส ที่กำลังหาที่พึ่งทางใจ พวก เขามีสิทธิ์เลือกที่จะนับถือ ศาสนา ลัทธิ หรือเคารพบูชาเทพองค์ใดก็ได้ ตามความพอใจหากไม่ทำให้คนอื่นหรือชาติบ้านเมืองเดือดร้อน   แต่กับพระภิกษุ ที่ถือว่า เป็นบุคคลที่ปวรณาตัวเพื่อพุทธศาสนา แล้ว ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะแนะนำชักจูง ให้พุทธศาสนิกชนนับถือสิ่งใดนอกจาก “พระรัตนตรัย”  โดยเฉพาะในเรื่องการยึดมั่นปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า   เรื่องนี้ไม่สมควรพูดกันสนุกปากแบบ   “ธรรมะดัดจริต”    พวกนักวิชาการพุทธศาสนา(บางท่าน) ที่นิ่งเฉย ก็ ธรรมะดัดจริตไปไม่ยิ่งกว่ากันเพราะก็ทนดูได้กับการที่ 
       ประกาศให้เช่าบูชารูปเคารพในศาสนาอื่น เพื่อนำเงินหรือปัจจัย มาบำรุงพุทธศาสนา โฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างนั้น เราชาวพุทธไม่ละอายใจกันบ้างหรือ? ที่เอาศาสนาอื่นมาหาประโยชน์         นอกจากนี้ การนับถือเครื่องราง อย่างการสร้างเครื่องรางของขลังขึ้นแบบสอนให้เอาเปรียบสังคม  เห็นอิสตรี เป็นวัตถุทางเพศ เหยียดหยามเพศแม่  กับคำว่า “เสน่ห์  มหานิยม”    โดยเอารูปเคารพของพระพุทธเจ้ามาเป็นสื่อ ทางโลกียวิสัย สร้างความเชื่อแบบมากผัวมากเมีย  อย่างที่เรียกว่า “พระขุนแผน”  นั้นมันเหมาะสมหรือ? เป็นมงคลหรือ?   ความเป็นมงคลของวัตถุเครื่องราง ควรอยู่ที่คุณค่าของการสร้างเครื่องรางนั้นๆมาเพื่ออะไร  มากกว่าที่เราจะมาสนใจเรื่องรูปแบบซึ่งเป็นเรื่องที่รองลงไป ท่าน หลวงพ่อปลื้ม(พระครู สุมนคณารักษ์)วัดสวนหงส์   จ.สุพรรณบุรี พระเกจิอาจารย์ แห่งเก้าห้องในสายวัดประดู่โรงธรรม  สอนลูกศิษย์ที่เรียนกรรมฐานซึ่งพอได้อารมณ์กรรมฐานกันบ้างแล้วให้ระวังอย่าประมาท  ต้องหมั่นพิจารณาเนืองๆ  โดยท่านสอนเสมอๆว่า “ให้ระวัง    มารก็สามารถแปลงเป็นพระพุทธเจ้าได้   อย่าประมาท นัยของคำสอนก็คือ อย่าพิจารณาอะไรเพียงแค่ฉาบฉวยภายนอก ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ประมาณ ๑ ปีเมื่อไปกราบท่าน ท่านมองอย่างเมตตา สักครู่หนึ่งท่านก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วบอกซ้ำๆ ว่า “ รักษาไว้ให้ดี  อย่าทิ้งนะ”  ซึ่งก็หมายถึง  พระกรรมฐาน ที่ท่านสอนให้นั่นเองท่านย้ำเสมอเรื่องพระในตัว ต้องให้ความ สำคัญมากกว่าพระเครื่องรางซึ่งเป็นของภายนอกไม่จิรังยั่งยืน “ชูชก” อาจไม่ใช่บุคคลที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง   เพราะภาพลักษณ์ที่ถูกพยายามสร้างให้เห็นความอัปลักษณ์ชั่วร้ายเพื่อผลักดันส่งเสริม ความดีงาม ในอีกฝากหนึ่งให้โดดเด่นและชัดเจน เป็นคติสอนใจให้รู้จัก การให้ และการรับ   เรื่องพระเวสสันดร นั้นเราต้องรู้ว่าทุกตัวละคร ในวรรณคดีเรื่องนี้  คือ “ครู” ซึ่งเราสามารถหยิบยกเหตุการณ์ต่างๆมาเป็นกรณีศึกษา   การสอนให้รู้จักความ “ดี”  ก็ต้องมีภาพลักษณ์ ที่ต้อง บอกว่า “ความชั่ว”  มีหน้าตาอย่างไร? หากบอกขาว แล้วไม่รู้จักดำ แล้ว มันจะรู้เรื่องหรือไม่? และนี่ก็คือ ที่มาของศาสตร์ชูชก ในเครื่องรางซึ่งสื่อถึงเรื่องนี้ และมีผลในแง่วิทยาคุณอย่างอัศจรรย์ด้วยสาเหตุใดมันมีอะไรแฝงอยู่ ก็คงให้นักเขียนอีกท่านบรรเลงไป (คุณหมื่นคาถา)ทั้งๆที่ผู้เขียนเองก็อยากเขียนเรื่องนี้เหมือนกันแต่เมื่อมีคนเขียนซึ่งก็ เห็นสอดคล้องกัน  ก็ขอมาเล่าในส่วนศาสตร์ของชาวมอญ ก็แล้วกัน ก็คงจะนำมาเล่าต่อในฉบับหน้าว่า  วิชาชูชก ที่เลื่องชื่อที่สุดของ วงการเครื่องรางของขลังไทยคือ ของท่าน หลวงปู่รอด  วัดบางน้ำวน   จ.สมุทรสงคราม นั้นเมื่อค้นลึกๆลงไปแล้วพบว่า   ท่านเป็นคนปทุมธานี และเป็นชาวมอญ  วิชาชูชกของท่านก็เป็นวิชามอญและชูชกแบบมอญนี้เองที่ มีการนำมาทำเครื่องรางจนปรากฏผลต่างๆนานาจัดเป็นเครื่องรางในรูปแบบชูชกอันดับต้นๆ ของนักนิยมเครื่องราง แน่นอนว่า วิชานี้ ในสาย ปู่วร    ก้อนใบ ก็มีด้วยเช่นกัน 

                                                
                                                
                                                
                                                                                                            

       ตำราการสร้างชูชกนั้น ในบางแห่งก็เรียก พราหมณ์ขอ  บ้าง  พราหมณ์เฒ่าบ้าง  เป็นวิชาที่เนื่องมาจาก  เวสสันดรชาดก   ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบารมีชาติสุดท้ายของพระสมณะโคดม  ในทางไสยศาสตร์ถือว่า  วิชาชูชก หรือมนต์ชูชก เป็น มนต์คาถา แบบมนต์สะกด  ซึ่งคติมนต์แบบนี้ ที่เห็นชัดเจนได้แก่  มนต์ประเภท มนต์ยอดศีล  ซึ่งมีอุปเท่ห์ ที่อ้างอิงลักษณะ เดียวกันกับชูชกในเวสสันดรชาดก  คือกล่าวว่ามีเมตตาขนาดขอลูกได้  ซึ่งสรรเสริญว่าวิชาใดทำให้เขาเมตตา อย่างลูกได้แล้ว ก็ถือว่าเป็นยอด   ซึ่งเราจะเห็นความหมายของมนต์แบบนี้ในชุดวิชาของมนต์จินดามณี    ส่วนมนต์ที่นับว่า เมตตาอย่างยิ่งกว่า คือ ทำให้เขารักหลงขนาดขอลูก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีค่าที่สุดของเขา  เขายังให้   เป็นการสรรเสริญคุณของวิชานั้นๆว่าเป็นยอด  ส่วนมนต์ชูชกนั้น เล่าลือว่า ทางหนึ่งเป็นเมตตา  คือ แม้รูปจะชั่ว  มองแล้วไม่เจริญตาเจริญใจ    เขาก็ยังเมตตาขนาดยอมยกลูกให้  ชูชกรูปชั่วได้เมียสาวแถมสวยขนาดหนุ่มหลายคนหมายปองแต่ชูชกต้องมีอะไรขลังสักอย่างที่ทำให้คนยอม จึงมีคติว่าชูชกคือจอมขอ ขอแบบไม่เลือก  ซึ่งไปอยู่ที่ใด ก็จะต้องมีผู้ที่ให้ไม่เลือกอยู่ด้วย  ตามกฏของทวิภาวะ เมื่อเขียนถึงตรงนี้อย่ามองว่าวิชาชูชก   ตามคติโบราณเป็นเรื่องบริโภคนิยม    เป็นการสั่งสอนให้โลภ   โบราณเขาไม่ได้สอนอย่างนั้นจะขยายความสักหน่อยหนึ่งว่า เดิมที ศาสตร์ชูชกนั้นจะปิดบังหวงแหนสอนกันเฉพาะกลุ่ม เพราะเป็นมนต์สั่งจิต เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเรียน ใช้จิตสั่งสะกด    ถ้าไม่เข้าตาจนจริง  เขาไม่ใช้กันหรอก  ผิดกับปัจจุบันที่ประชาสัมพันธ์กันแบบเอาความโลภเข้าเป็นตัวตั้งเพราะเขาอยากขายของต่างหาก

             การใช้วิชาชูชก  ก็คือ การสะกด    การสั่งจิต ให้ผู้อื่นยอมทำตามเรา  ซึ่งจะมีเคล็ดปลีกย่อยไม่ใช่คาถาอย่างเดียว  ผู้เรียนการสั่งจิต  ต้องรู้ ช่วงเปิด  ของจิต    ซึ่งเข้าใจก็จะใช้วิชาทางจิตได้มากขึ้น  เมื่อจิตเปิดรับคำสั่งก็ ทำให้เป็นไปได้ทั้งหมดแม้ผู้ทรงวิทยาคมเอง หาก เผอเรอ ปล่อยให้เขาสั่งจิตได้ในจังหวะเปิดรับ ก็เสร็จเช่นกัน  ยกตัวอย่างเช่น แสนตรีเพชรกล้า  ถูก มนต์จังงังของขุนแผน  ทำให้ ขยับไม่ได้  ซึ่งไม่ใช่แสนตรีเพชรกล้าซึ่งร่ำเรียนคาถาอาคมมามากขนาดนั้นจะไม่รู้จักวิธีสะกด  และวิธีกันตัว  แต่บางครั้ง การเผลอสติก็เปิดช่องให้กระทำได้ เหมือน  นักมวยฝีมือที่สูสีกัน แค่กะพริบตาก็แพ้ได้   วิชาชูชก  นั้นถือคติว่าชูชก สามารถขอได้ทุกเรื่อง และเป็นบุรุษโทษ ซึ่งเท่ากับว่าตัวชูชก  รับเรื่องที่ไม่ดีไปหมดแล้ว  ชูชก ไปอยู่ที่ต่ำสุด ซึ่งไม่มีการตกต่ำไปกว่านี้อีก     เครื่องรางชูชกจึงแสดงนัยในทางกลับกันว่า เมื่อตกต่ำถึงที่สุด   ต่อไปก็มีแต่ขึ้นเพราะตกลงไปอีกไม่ได้แล้ว เป็นการสอนให้เห็นที่ต่ำก่อนขึ้นที่สูง  เป็นกลเม็ดการใช้จิตสั่งบังคับเหตุการณ์ ซึ่งในวิชาสะกดจิต ที่มีสอนกันในสถาบัน มาตรฐานทั่วโลก เขาก็มีการใช้อำนาจจิตแบบนี้ แต่สอนกันในขั้นสูง   ซึ่งวิชามายาศาสตร์โบราณของไทยก็มียกตัวอย่างเช่น วิชาชูชก นี้เองดังนั้น     การทำเครื่องรางชูชก จริงๆนั้นโบราณเขาไม่ได้สอนให้คนโลภ หรือให้เอาอย่างชูชก  แต่เมื่อเห็นชูชก ก็ต้องนึกถึงพระเวสสันดร  เพราะเป็นของคู่กัน แล้วก็นึกถึงเรื่องราวในคาถาพัน หรือ เวสสันดรชาดก  นึกถึงการบำเพ็ญบารมีของพระสมณะโคดม ว่าเสียสละเพียงใดกว่าจะได้พบยอดธรรมะมาสั่งสอนเวไนยสัตว์   นึกถึง การเป็นผู้ให้และผู้รับ  นึกถึงโทษ ที่ชูชกได้รับเพราะโลภไม่เลือก   ทั้งนี้ก็เพราะว่าวรรณคดีคาถาพันนั้นคนไทยพุทธ รู้จักกันดีอยู่แล้ว ระหว่างชูชก-พระเวสสันดร ไม่ต้องเล่าก็รู้ว่า เรื่องเป็นอย่างไร และใครเป็นอย่างไรในบั้นสุดท้าย     มาถึงตรงนี้แล้วไม่สงสัยกันบ้างหรือ ว่า ทำไม ไม่ทำเครื่องรูปพระเวสสันดรกันบ้าง  ทำไมถึงทำชูชก   ก็เพราะว่า โบราณท่านสอน ให้เห็นโทษ ก่อนคุณนั่นเอง   เพราะ “โทษ” นั้นย่อมนำทุกข์มาให้หากไม่รู้จัก  ส่วน “คุณ” นั้นจะรู้จักหรือไม่ก็มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ  รู้จักชูชก  ที่ว่าเป็นบุรุษโทษ   เมื่อรู้จักโทษ ว่าอย่างนี้ อย่างนั้นเป็นโทษ   แล้วเพียรละเสีย  ชีวิตที่ดำรงอยู่ก็คงมีแต่ส่วนคุณ ส่วนประโยชน์  เพราะรู้จักละเลิกสิ่งที่เป็นโทษไม่มีประโยชน์ได้นั่นเอง
     การทำเครื่องรางชูชกนั้น แต่เดิมต้องมั่นใจว่าวิชาอาคมของผู้ปลุกเสกนั้นแก่กล้าจริงๆที่จะคุ้มโทษทั้งปวงที่จะเกิดกับตัวได้  เกจิอาจารย์ผู้นั้นจึงจะกล้าสร้างเครื่องราง  ชูชก  ไม่ใช่อย่างปัจจุบันที่ทำขึ้นเพื่อขายวัตถุมงคลเท่านั้น   แม้ผู้แสดงเป็นชูชก ในการแสดงนาฏศิลป์เรื่อง คาถาพัน   ก็ต้องเลือกนักแสดงที่มีความรู้สูง ตบะในตัวกล้าแข็ง  ต้องมีการดูดวงชะตาด้วยโหราศาสตร์ อย่างละเอียด   ผู้ที่กรมศิลปากรเคยให้แสดงในบทชูชก  ก็คือ ท่านอาจารย์เสรี  หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ  เพราะตัวละคร นี้แม้เป็นตัวส่งบทร้ายทำให้ตัวเอกดูเด่นขึ้นและเรื่องเกิดอรรถรส แต่ทางกลับกันผู้แสดงก็ต้องใช้ความสามารถสูงในการสื่อแสดงบทบาทนั้นออกมาเป็นความสามารถที่ไม่ธรรมดา   ซึ่งในเชิงคาถาอาคมก็เช่นกันผู้ที่จะทำชูชกได้จริงก็หากันไม่ได้ง่ายเลย เครื่องรางชูชกจึงมีการสร้างไม่มากนัก เกจิอาจารย์ต้องมั่นใจจริงๆจึงจะยอมสร้าง  การสร้างเครื่องรางชูชกเดิมใช้ไม้  มาแกะ มีไม้หลายชนิดที่แกะเป็นชูชกได้  และที่ง่ายสุด ก็คือไม้ขอ หรือไม้ที่งอเป็นตะขอตามธรรมชาติ  มาเสก คาถาชูชก  เชื่อว่าอาถรรพ์ของชูชก แม้แต่เหล็กไหล ธาตุกายสิทธิยังแพ้    ตัวชูชกซึ่งสมมุติเอาจากไม้ตะขอเลย  เพราะต้องเสกไม้ตะขอขอมาแก้อาถรรพ์เจ้าของธาตุกายสิทธิ์ นั้นที่ว่าแรงเท่าแรง หากเจอไม้ขอเหมือนเจอตาชูชก เป็นเสร็จทุกราย ท้ายสุด ก็ต้องยอมให้ตัดเหล็กไหล  อันนี้ เป็นเคล็ดวิชาในสายเหล็กไหล เขาก็ยังยอมชูชก คิดเอาเองว่า ขลังหรือ แรงขนาดไหน    การลงอักขระ ชูชกนั้นมีหัวใจอักขระอยู่ ๘อักขระ ซึ่งถือว่าแรงมาก เพราะสะกดได้แม้เทวดาที่ทรงมเหศักดิ์   ให้ยอมเรา คือขอแล้วต้องให้ ซึ่งจะใช้ในการพลีของสำคัญอย่างการตัดเหล็กไหล  การพลีมวลสารในที่ที่มีอาถรรพ์แรง ก็ต้องใช้วิชาชูชก   สำหรับรูปแบบเครื่องรางชูชกที่โบราณกำหนด จะต้องมีลักษณะคล้ายถุงคืออ้วนท้องป่อง  ถือน้ำเต้าไม้เท้าสะพายถุงย่าม ฯในท่าเดินมีเคล็ดว่าน้ำเต้าไม่อด    ไม้เท้า ช่วยค้ำ     ถุงย่ามมีเงินเก็บ  ท่าเดินก็คือหาทรัพย์นั่นเองมวลสารที่ใช้ก็มีของอาถรรพ์ทางมหานิยมเช่นไม้พันหลัก ไม้ขนุนบางสำนักใช้กระดูกของ “หมูดุด” หรือปลาพะยูนก็มี
  ในเคล็ดวิชาสำคัญของท่านปู่วร ก้อนใบ นั้นวิชาชูชกเป็นวิชาที่ท่านหวงมากวิชาหนึ่ง  เป็นวิชาในตำรับมอญ ซึ่ง มีเค้าว่าน่าจะเป็นสายปทุมธานีเช่นเดียวกับของท่านหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน  ที่โด่งดัง  ซึ่งวิชานี้ท่านอาจารย์ประคองได้ไว้ตั้งแต่ปู่วร  ยังมีชีวิตอยู่ ท่านว่า วิชานี้ทำมากจะเหมือนคนขี้ขอ คือ พูดอะไรไปเขาให้หมด  ซึ่งวิชานี้ท่านไม่ได้ทำเผยแพร่เลยจึงให้สร้างขึ้นเพื่อ สืบวิชาไว้ว่า  ในสายปู่วร ก้อนใบ  ก็มีวิชาที่เด็ดขาดอย่างนี้เหมือนกัน


ชูชก ตำรับมอญเนื้อสำริด(สัมฤทธิ์)

                                                
                 วิชาชูชกนั้นเท่าที่ทราบ มามีรูปแบบการจัดสร้างในหลายลักษณะ นอกจากที่ท่านหลวงปู่รอด   วัดบางน้ำวน   ได้สร้างชูชกตำรับมอญจนโด่งดังแล้ว  ในภาคอื่นๆก็มีการสร้าง  “พราหมณ์เฒ่าขี้ขอ”  กันหลายวิชาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ทำผ้ายันต์  ซึ่ง  สำนักที่มีชื่อก็เช่น ในสาย หลวงปู่ทิม   วัดระหารไร่ จ.ระยอง   โดยนำมาประกอบกับยันต์อื่นๆ ก็ได้รับความนิยม  ส่วนตำราการสร้างผ้ายันต์ชูชกแต่เดิมนั้นก็จะเขียนรูปพราหมณ์ชราถือไม้เท้า นิยมทำไม้เท้าเป็นรูปตาขอ  ซึ่งหมายถึงว่า  “ขอ”นั่นเอง  คติถือไม้เท้ารูปตาขอนี้ ไม่ใช่แต่จะนิยมเฉพาะเครื่องรางชูชกเท่านั้น แต่  เครื่องรางหรือรูปที่แสดง การเรียกทรัพย์ก็มักนิยมทำ เช่น  รูปของท่านพระสิวลี  ในบางคติสำนัก สำหรับไม้เท้ารูปตาขอยังถือเป็นอาวุธได้อีกแบบหนึ่งด้วยมีวิธีใช้ นอกเหนือจากการใช้ไม้ถือทั่วไป   ซึ่งการถือไม้เป็นคติ ของชาวมอญ ที่คนไทยรับวัฒนธรรมนี้มา จน  เรียกไม้เท้าที่ถือ ต่างอาวุธต่างไม้พยุงตนก็เรียกโดยทับศัพท์เดิม  ว่า “ตะพด” ซึ่งเป็นภาษามอญ 
      มอญ เป็นชนชาติ ที่มีวัฒนะธรรมรุ่งเรืองมาก่อนชาติอื่นๆในสุวรรณภูมิจึงมีวัฒนะธรรมและคติความเชื่อหลายอย่างที่มอญเป็นต้นเค้า   แม้แต่กฎหมายไทยโบราณก็รับจารีตมาจากมอญ เรียกกันว่า “พระธรรมศาสตร์มอญ” ศาสตร์ทางคติชนหลายวิชาที่ยืนยันได้ว่ามาจากพวกมอญ   ด้วยคนไทยเป็นชาติที่ใจกว้างรับวัฒนธรรมต่างชาติได้ง่ายคาถาอาคมหลากหลายคติ ที่รับมาจึงสร้างความแตกต่างขึ้นในคติชนความเชื่อทางสังคม  เครื่องรางชูชก มีมาในสมัยใดนั้นไม่ปรากฏ  แต่แน่นอนว่าเป็นคติที่มาจากเวสสันดรชาดกซึ่งเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ชาวพุทธมอญก็คงเหมือนชาวพุทธทั่วไปที่ทุกคนมีความศรัทธาเชื่อมั่น “เทศนามหาชาติเวสสันดรชาดก” ที่สุด ตามพระสัจธรรมที่ท่านพระมาลัยมหาเถระอรหันต์ได้แสดงไว้ว่า “ถ้าท่านผู้ใดได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนามหาเวสสันดร ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนจบแล้วจะได้รับผลานิสงส์มหากุศลยิ่งใหญ่ สิ้นชีพจากมนุษย์โลกแล้ว ท่านผู้นั้นจะได้ผุดไปเกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า ไม่ต้องไปเกิดทุกข์ทรมานในนรก อาศัยเหตุนี้นั้นชาวไทยเชื้อสายมอญในลุ่มน้ำแม่กลองทุกวัดทุกตำบล อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จึงนิยมจัดเทศกาลเทศนามหาชาติประจำปีทุกวัด จนเป็นประเพณีมาตั้งแต่โบราณกาลเสมอมาจนกล่าวขานกันติดปากว่า “เทศกาลมหาชาติ”คติเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความขลังของชูชกคติชาวมอญนั้นมีมาแต่เมื่อใดก็ไม่มีใครชี้ชัดอีกเช่นกันแต่หลักฐานที่พอค้นได้พบว่าวัดทรงธรรมซึ่งเป็นวัดพุทธรามัญนิกาย ที่พระประแดงก็มี ชูชกองค์ใหญ่ เป็นไม้แกะสลักศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ประดิษฐานมานานนมเป็นสมบัติเก่าแก่ เชื่อว่า สร้างขึ้นด้วยศรัทธาของชาวมอญกรมศิลปากร เข้ามาสำรวจและวิเคราะห์ว่าอายุราวๆ๒๐๐ปี (สร้างในช่วงรอยต่อรัชกาลที่๒กับที่๓)พระครูวิจิตรวิหารการ (อาจารย์หมู) เจ้าอาวาสฯ บอกถึงความพระ อธิการสุนทร ฐานวโรสำคัญว่า...ชาวไทยเชื้อสายมอญพากันเลื่อมใสมากต่างพากันแวะเวียนมาบูชากันอย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่งต้องสร้างชูชกในรูปของวัตถุมงคล ขึ้นในเวลาต่อมา  ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า น่าจะเป็นคติมอญ มาก่อนแล้วพระเกจิอาจารย์ต่างๆก็กำหนดคติแบบเฉพาะของตนขึ้น  ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ ที่ชูชกของหลวงปู่รอดวัดบางนำวน เป็นที่นิยม  เนื่องจากท่านก็เป็นชาวมอญ เช่นกัน   สำหรับการสร้างชูชกซึ่งท่านอาจารย์ประคองดำริให้สร้างนั้นเป็นตำราในสายปู่วร  ก้อนใบ  เดิมทีไม่ได้ระบุรายละเอียดมากนัก แต่เมื่อสร้างทั้งทีก็ต้องทำให้ดีจึงนำมวลสารที่ตำรา สร้างชูชกสายมอญ อื่นมาเป็นมวลสารบรรจุด้วย เช่น ไม้คัดเข้า (คือ คัดเค้าที่หนามม้วนเข้าหาตัว)  เถาวัลย์หลงพันกัน ซึ่งได้เถาวัลย์ป่า   และได้ เถาวัลย์ที่พันตัวเองเป็นวง (สังวาลย์)    เถาวัลย์หลงที่รากขอด เป็นมหาสวัสดิ์    กาฝากต้นสวาท  กาฝากรักซ้อน กาฝากกาหลง  ผงไม้ขอช้าง    และใช้เงิน (เหรียญสตางค์)ซี่งทำวิชาขอทาน   ผงดอกไม้คาถาพัน (เทศน์มอญ)  กัณฑ์ชูชก   กัณฑ์กุมาร เป็นต้น  ถือว่าได้สร้างอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้
        สำหรับท่านที่อ่านคอลัมน์นี้ ก็ขอแจ้งข่าวเกี่ยวกับการที่ท่านอาจารย์ประคองได้บริจาคเงินเข้ากองทุนอุณมิลิตเพื่อสงฆ์อาพาธมาโดยตลอด ปัจจุบันมียอดบริจาคเป็นกองทุนเกินกว่าหนึ่งล้านบาทและทวีจำนวนขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถสอบถามรายละเอียด ได้ที่ รพ.สงฆ์ (ตรงที่รับบริจาค)  เงินกองทุนนี้จะคงอยู่ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังมีพุทธศาสนา นำดอกผลมาใช้เพื่ออุปการะสงฆ์อาพาธ ส่วนต้นคงไว้ ทาง รพ.สงฆ์เป็นผู้ดูแล  จัดการทั้งหมด ซึ่งอุณมิลิตจึงขอกราบขอพระคุณท่านอาจารย์ประคอง และรำลึกถึงเมตตาที่ท่านมีให้  เสมอมา 
        ปัจจุบัน ท่านอาจารย์ ประคอง  รุ่นเจริญ เป็นที่รู้จักและยอมรับของสาธารณะ  ด้วยการทำวิชาที่จริงจังจนปรากกฏประสบการณ์มากมายแก่ผู้ศรัทธา  และ สร้างประโยชน์แก่สาธารณะเสมอๆ และแม้ท่านจะมีชื่อเสียงมากเพียงใดก็ตามท่านก็ยังทำตัวเหมือนคนปกติเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง  ถึงการศึกษาโบราณศาสตร์ ที่เชื่อจริง  ทำจริง  เห็นจริง และที่สำคัญสร้างประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองสังคมได้จริง สำหรับชูชกที่จัดสร้างนี้ ไม่มากนัก เพียงแค่สร้างให้เห็นว่ามี ว่าทำได้เท่านั้น  หลายท่านที่สอบถามมาก็ต้องขอบอกว่า แจ้งข่าวเฉพาะสมาชิก และไม่อยากให้เห็นว่าเอิกเกริก เกินไปเนื่องจากเครื่องรางชนิดนี้มีทั้งคุณแรงและอาจเกิดโทษ (ที่อาจใช้ไปขอทรัพย์เขา)  ตลอดจนมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆเกี่ยวกับเครื่องรางชูชก ซึ่งมักมาจากผู้ที่ไม่ได้ศึกษาศาสตร์แขนงนี้ว่ามีมาอย่างไรและเพื่ออะไร ซึ่งอย่าลืมว่าทุกอย่างในโลกเหมือนเหรียญที่มีสองด้านอยู่ที่เราจะมองด้านไหนและใช้ประโยชน์อย่างไร.......สวัสดี     

ประชาสัมพันธ์


  

(แก้วดวงธรรมชุดพิเศษฐานบัว(ชุดเล็ก) ขนาดแก้ว ๒.๒ ซม.มีเพียง๓๒ชุดๆละ๙๙๙.-บาทให้สอบถามก่อนโอนเงิน) 
ที่มาของ  “แก้วมณีโชติ”  หรือ “แก้วสารพัดนึก” เป็นธาตุกายสิทธิ์ที่เกิดทั้งกายนอกกายใน
หนุนสมบัติ หนุนธาตุ หนุนวิชา  หนุนธรรม เป็นธาตุธรรมที่หล่อเลี้ยง “กาย”
คือ ธาตุขันธ์หรือเครื่องยนต์แห่งกรรมของสรรพสัตว์ จึงเรียกว่า ธรรมผู้(หล่อ)เลี้ยง(คนละศาสตร์กับธรรมกาย)
วิชานี้เป็นของโบราณเรียกว่า “กายสิทธิ์วิชา”หรือ“ธาตุวิชา” (การทำกรรมฐานดวงแก้วเป็นสายวิชาธาตุแบบหนึ่ง)
เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของนักปฏิบัติธรรมบางสายที่ไปหลงยึดกับวัตถุหรือสมบัติทางกายภาพ
เช่นนำขนาดเป็นตัวกำหนดกับวัตถุว่าเป็นแก้วชนิดใด แต่แท้ที่จริง คุณภาพแก้ว อุดมบรมจักร บรมจักร มหาจักร จุลจักร
อยู่ที่ “ตระกูลแก้วธาตุทั้งสี่ตระกูล” อันเป็นสหธาตุธรรมที่ซ้อนมิติอยู่ข้างในรูปธรรมทุกชนิดต่างหาก (เรียกว่าแก้วกายธรรม)
ดังนั้นแก้วธรรมดาหากต่อสายกับแก้วอุดมบรมจักรพรรดิ (ซึ่งที่แท้จริง เป็นสภาวธรรม)
ก็จะทรงพลังอำนาจในสายแก้วจักรพรรดิ(รัตนะจักรพรรดิทั้ง๗)ด้วยเช่นกัน

ในโอกาสที่สถาปนาพระยันต์ มหาบุรุษแปดจำพวก(เหรียญ บารมีหมื่นโลกธาตุฯ)
ที่แจกในงานบุญกฐินวิ่งปีนี้ จึงอธิษฐานแก้ววิเศษขึ้นเผยแพร่แก่ท่านที่สนใจในศาสตร์นี้
สำหรับวิชานี้เป็นสายแก้วพระโคดม อุดมบรมจักรพรรดิ  อิงคติตามที่ปรากฏในธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร
และคือที่มาของการใช้คำว่า “บารมีหมื่นโลกธาตุ” มิได้กำหนดโดยปราศจากนัยความหมายที่แท้จริง และมิอาจกล่าวให้เกินกว่านั้น
ได้จัดหาแก้วจุยเจียกายสิทธิ์นำมา เจียรนัย อย่างประณีต
แก้วธาตุแท้จากธรรมชาติที่กลั่นธาตุก่อตัวมานานนับล้านปีสั่งสมพละพลังมาอย่างอเนกอนันต์ (ไม่ใช่แก้ววิทยาศาสตร์หรือแก้วคริสตอลอัด)
จึงมีพลังสูง เมื่อประกอบพิธีแล้ว