ตะกรุดมหาระงับ


          ในบรรดาเครื่องราง  ของขลังจากอาคมนั้น  ตะกรุดก็เป็นเครื่องรางแบบต้นๆที่นักนิยมเครื่องรางต่างแสวงหามาครอบครอง  ก็คือ แผ่นยันต์ที่ เป็นทรงกระบอก  ซึ่งวัสดุที่นำมาทำก็  อาจเป็นโลหะ     กระดาษ    ผ้า  ซึ่งเมื่อม้วนแล้วก็มักจะเรียกว่า ตะกรุด    และ  บางครั้งพวก ไม้ไผ่ หรือไม้ มาลงยันต์ ก็เรียกว่าตะกรุดเหมือนกัน  คำนิยามเหล่านี้ดูจะไม่ผูกมัดตายตัวมากนัก เป็นคำเรียก  เพื่อให้รู้ว่าเป็นแบบเครื่องรางของขลังอย่างหนึ่ง   ตะกรุด ไม่ว่า จะเรียกชื่ออะไรก็ มีรูปลักษณะคล้ายๆกัน  แต่การที่  ตะกรุด มีหลายแบบหลายชื่อก็เพราะ เลขยันต์ ที่เขียนหรือจาร ทำตะกรุดนั่นเองเริ่มตั้งแต่แค่การ จาร หรือ เขียน คาถาที่เห็นว่าศักดิ์สิทธ์ จนมีรูปแบบยันต์ที่ซับซ้อน อลังการ   และ ความซับซ้อนลึกซึ่งนั้น   สำนักวัดประดู่โรงธรรม  หรือ สำนักวัดประดูทรงธรรม    ตกศิลาแห่งสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ถูกยกย่องว่า มีความโดดเด่น   และนับถือว่า  เป็น วิทยาคมระดับราชสำนัก    สรรพวิชา ของสำนักวัดประดู่โรงธรรมนั้น  เน้น พลังจิต หรือ กรรมฐาน ที่ แกร่งกล้า  มีรูปแบบ การฝึกจิต ที่ชัดเจนเป็นเอกลักษณ์    เรียกว่า  “กรรมฐาน แบบประมวล”   แบ่งลำดับขั้น  ของกรรมฐานออก เป็นขั้น  ต่างๆเรียก   ว่า “ห้อง”  ซึ่ง  ห้องกรรมฐาน  เหล่านี้เอง  ถูกนำไปใช้  ทำวิทยาการทางจิต   ซ้อนทับในรูปแบบที่อลังการของบรรดาเส้นสายเลขยันต์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัว   ซึ่ง ถือว่าสำนักวัดประดู่โรงธรรมนี้ เป็น  ต้นแบบเลขยันต์   หลักของวิทยาคมชาวสยามสำนักหนึ่ง   เรื่องราวของวิทยาคมในสายวัดประดู่โรงธรรมนั้น เผยแพร่สู่สาธารณะไม่มากนักเนื่องจากศิษย์ในสายที่ร่ำเรียน ในด้านวิทยาคมมักเก็บตัว และสนใจมุ่งมั่นฝึกฝน จิตตานุภาพของตนให้ก้าวหน้า  มากกว่าที่จะหันมาหาชื่อเสียง   การฝึกฝน  กรรมฐานสายวัดประดู่ฯนั้น  มีบูรพาจารย์ที่สำคัญ  คือ ครู จาบ  สุวรรณ   ซึ่งแต่เดิมนั้นท่านท่านไม่ได้สนใจที่จะเป็นครูกรรมฐานเท่าไรนัก   ท่านสนใจวิทยาคม และมีชื่อในเรื่อง   การเป็น หมอน้ำมนต์    จนคราวหนึ่งได้  ทดสอบวิชา กับหลวงพ่อม่วง    โดยมีข้อ ตกลงประการหนึ่งว่า  ใคร  แพ้ ก็ต้องยอมเรียนวิชา ของฝ่ายชนะ  ผลปรากฏว่า  ครูจาบแพ้  จึงต้องยอมเรียนวิชาของหลวงพ่อม่วง  ซึ่งก็คือ  กรรมฐาน แบบประมวลนี้เอง   ต่อมาท่านครูจาบได้ถ่ายทอดความรู้ ให้พระเกจิอาจารย์ หลายท่านซึ่งต่างมีชื่อเสียง  อาทิ  หลวงพ่อ  เทียม วัดกษัตราธิราช    หลวงพ่อกี๋  วัดหูช้าง   หลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์    หลวงพ่อนาค  วัดประดู่ฯ   หลวงพ่อสละ วัดประดู่ฯ   ซึ่งรายละเอียด  จะเล่าในอีกบทความหนึ่ง ที่เกี่ยวกับสำนักวัดประดู่โรงธรรมโดยตรง




       ศิษย์ครูจาบ    ท่านที่ทำให้  สังคมรู้จัก  วิทยาคมสายวัดประดู่ฯแพร่หลาย  ก็คือ  ท่านหลวงพ่อเทียม  วัดกษัตราธิราช  ซึ่งบรรดาเลขยันต์  นั้นได้ปรากฏบันทึกในสรรพตำรา ที่ทางวัดเก็บรักษา มาแต่ครั้ง กรุงศรีอยุธยา  (ต่อมาได้มอบให้ทางหอสมุดแห่งชาติเก็บรักษา   ทราบว่าปัจจุบันยังคงเหลือมากกว่า ๔๐๐เล่มเลยทีเดียว)
         สรรพตำรา  ของสำนักวัดประดู่นั้นร่ำลือว่าคือ   ศิลปะศาสตร์ทั้งสิบแปดแขนงที่ระบุในปฐมสมโพธิกถา    และ หนึ่งในนั้นก็คือ  ศาสตร์เกี่ยวกับเลขยันต์     โดยศิษย์ที่ผ่านการทดสอบว่ากรรมฐานผ่านถึงห้องระดับสูง  ก็จะสามารถทำยันต์สำคัญๆได้    อาทิ  ยันต์แสงสะท้อน  (แสงอาทิตย์)  ยันต์ยอดพระไตรปิฏก   ยันต์  รัตนมาลา      ยันต์ มหาระงับ   ยันต์สี่มหาอำนาจ  เป็นต้น   ซึ่ง จะปรากฏในรูปแบบเครื่องราง   ที่พบมากก็คือ ตะกรุดนั่นเอง



      
        ในฉบับนี้จะเล่าถึงยันต์สำคัญที่มีชื่อเสียงก็คือ  ยันต์มหาระงับ   โดยยันต์นี้ถือว่า เป็นยันต์ใหญ่    มีอิทธิคุณ ทางระงับอันตรายต่างๆ   พบยันต์นี้แพร่หลาย  อยู่หลายสำนัก เช่น   สายหลวงปู่ใจ   สมุทรสงคราม   เรียกว่า  มหาระงับปราบหงสา    มหาระงับสาย วัดระเว โคราช  บ้าง  ซึ่ง   สันนิษฐานว่า ยันต์เหล่านี้    น่าจะมีที่มาจาก สำนักวัดประดู่ โรงธรรมอยุธยา เช่นกัน     แม้ยันต์จะมีส่วนแตกต่างกันบ้างแต่เค้าโครง   องค์ประกอบหลักๆนั้นเหมือนกัน  รูปแบบของยันต์ มหาระงับ   นั้นมีความเห็นแตกต่างกันออกไป  แต่ที่นิยมยอมรับมากที่สุดก็คือตำราฉบับต้นแรก ซึ่งเชื่อกันว่า   คือสายวัดประดู่โรงธรรม    ตักศิลาแห่งสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยา    ตำรายันต์มหาระงับที่รู้จักกันทั่วไปนั้น   ถูกเผยแพร่โดยท่านอาจารย์เทพย์สาริกบุตร   พิมพ์ในหนังสือพระเวทจตุบรรพ  และประชุมมหายันต์ ซึ่งทั้งสองฉบับก็มีความแตกต่างกันอีก  ทั้งๆที่ก็เชื่อว่า  ท่านได้คัดลอกมาจากตำรา ของวัดประดู่ โรงธรรมซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ  อย่างไรก็ตาม  ศิษย์ สายวัดประดู่โรงธรรมที่สืบสายจากครูจาบ    ฯ ต่างปฏิเสธ  

  ยันต์มหาระงับทั้งสองฉบับ   ทั้งๆที่ได้คัดลอกจากเอกสารโบราณจริงๆ   จากการสอบถาม  อาจารย์ ถนอม   ศรหุนะ หรือ อาจารย์ตุ๊กแก   ผู้เป็นศิษย์ใกล้ชิด  ท่านอาจารย์เทพ   สาริกบุตร   ก็ยอมรับว่า  มหาระงับที่ ท่านอาจารย์เทพ  ฯ ค้นคว้านั้นมีอยู่มากฉบับจริง  แค่คัดมาเผยแพร่แค่สองตำรา    และที่สาย อ.เทพ  ฯ นิยมใช้ก็คือที่บันทึกในตำรา พระเวท จตุบรรพ    ซึ่ง ตอนที่ได้สนทนากับอาจารย์ตุ๊กแก  ก็ได้เห็นท่านกำลังลงยันต์มหาระงับ  ดังกล่าวอยู่พอดีซึ่งเป็นพระยันต์ที่เผยแพร่ตามตำราจตุบรรพ    สอบถามก็ได้ความว่าได้ใช้เพระยันต์นี้มาตลอด   ซึ่งลงประกอบในการลงแผ่นยันต์หล่อพระสำคัญ   และอาจารย์ถนอมฯ ยังเล่าว่าพระตำรายันต์มหาระงับนั้นมีมากมายที่ท่านอาจารย์เทพย์   สาริกบุตรค้นคว้า       ซึ่ง มีเค้าโครงคล้ายคลึงกัน   การทำยันต์มหาระงับนั้น   ความจริง  เป็นการเล่นธาตุวิชาแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นธาตุวิชาหมวดใหญ่ ก็คือ  คาบธาตุนะโมพุทธายะตามที่รู้จักกันทั่วไปนั่นเอง
        ซึ่งมหาระงับทุกตำรับ   จะมีองค์พระทั้งห้า  ลงเป็นตัวกลางนับเป็นหัวใจยันต์ อยู่เกือบทั้งสิ้น   เคล็ดสำคัญการเดินกลธาตุพระเจ้าห้าพระองค์เพื่อห้ามภัยนั้น เป็น ศาสตร์แขนงเฉพาะ    หากพิจารณาตามหลักคณิตศาสตร์สมัยใหม่การถอด   นะโมพุทธายะ   ออกเป็นคาถาต่างๆนั้นได้มากกว่า   ๑๒๐แบบโดยไม่ซ้ำกัน    ถือเป็นเคล็ดแบบหนึ่งซึ่งบางสายยังอาจ พิเรน  ถอดจากพระเจ้าห้าพระองค์ เป็น องค์ นวหรคุณ   ได้อีก  ก็จะแผลงธาตุออกไปได้เป็น  อัตราสัมพุทเธ   คือ ๘๐ เท่ากับพระชนมายุของพระสมณโคดมพอดี     มหาระงับที่แท้จริง  จึงอาศัยกำลังของพระพุทธเจ้าระงับอันตรายทั้งปวง ตามนัยพระปริตร   จึงมีการผูกคาถา บารมีพระพุทธเจ้า (อิติปารมิตาสิงสา ฯ) ประกอบคำอธิษฐานหรือมนต์   ประกอบในพระยันต์ด้วย   ตำรามหาระงับที่ใช้สมัยท่านหลวงพ่อเทียมวัดกษัตราธิราช  เป็นที่รู้จักมากที่สุด     แต่ในขณะเดียวกันก็ถกเถียง  ว่ามีรูปแบบลักษณะใดมากที่สุดด้วย     ความจริงในสายวัดประดู่โรงธรรมจะมียันต์มหาระงับหลายแบบ และสร้างออกให้แต่ละบุคคล แตกต่างกัน   ซึ่ง   บางพระยันต์ จะมีการแก้ ภัยห้าประการ      ที่ถือสำคัญว่ามากที่สุดคือ  “มรณะภัย”    
ซึ่งในการลงยันต์พระเกจิอาจารย์ก็จะฝากยันต์หรือ  อักขระ วิเศษ เพิ่มเติมลงไปด้วยรูปแบบจึงแตกต่าง  บางครั้งนำมหาระงับที่ได้ในแต่คราวของพระเกจิอาจารย์ องค์เดียวกัน  มาคลี่เพื่อสอบทานการลงอักขระก็ยังพบความแตกต่าง  แต่รูปแบบหลักจะคล้ายกัน  ซึ่งความเข้าใจ แต่เดิมนั้น ไม่ว่าขนาด    ของตะกรุดหรือการม้วน ก็เป็น  การกำหนด ทักษะการจำของนักนิยมเครื่องรางเป็นการกำหนดมาตรฐานในการซื้อขาย จึงไม่ควรนำมาโยงกับ การศึกษา ในลักษณะรูปแบบพระยันต์ที่ทำอยู่   แต่โบราณเดิมนั้นต้องคำนึงถึงวัสดุที่หามาทำด้วยโดยเฉพาะโลหะนั้นยากยิ่ง  การได้โลหะมาใช้งานแต่ละคราวจึงอาจถือว่าเป็นวาสนาของผู้ครอบครอง ด้วย   เช่นตะกั่วก็ต้องขุดแร่ตะกั่วตามที่ต่างๆมาหล่อหลอมคราวหนึ่งได้ไม่กี่มากน้อย   เครื่องรางตะกรุดสมัยโบราณจึงหายาก   และไม่ค่อยสร้างใหญ่โตมากนัก    ซึ่งจะคำนึงขนาดหรือแบบของยันต์ที่พระเกจิอาจารย์ องค์นั้นสามาถทำได้  โดยพยายาม ตัดให้เข้ากับโฉลก ของตัวผู้รับ  โดยมากจะวัดจากองคุลี หรือ นิ้วมือ   คำนวณ เกณฑ์หรือ โฉลกที่มีมงคล    ยันต์มหาระงับก็เช่นกันก็มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งตัดทอน  ลง  เหลือ แค่  พระเจ้าห้าพระองค์ และ  อักขระล้อมยันต์ ที่ถือเป็นสาระสำคัญไม่กี่แถวเท่านั้น    จากการศึกษา จากพระเกจิอาจารย์สายวัดประดู่โรงธรรมหลายท่านพบว่า   ยันต์มหาระงับ ขนาดเล็ก หรือ มหาระงับย่อ   ในบางครั้งยังใช้  ในชุดตะกรุดสี่ดอก  ที่เรียกกันว่า   สี่มหาอำนาจด้วย
    ตำราพระยันต์มหาระงับ ส่วนใหญ่สำนักที่จัดสร้างจะระบุว่ามาจากสำนักวัดประดู่โรงธรรม   นอกจากทางสายแม่กรอง  ที่มีตำรา แบบของตน แต่ก็พอจะ พิจารณาได้ว่ามีต้นเค้ามาจากที่เดียวกัน  ตำรามหาระงับสายวัดประดู่ฯมีชื่อมากที่สุดคือของท่าน พระวิสาธารจารเถระหรือ  หลวงพ่อเทียม   วัดกษัตราธิราช   จ.อยุธยา  เนื่องจากได้สร้างเผยแพร่มากที่สุด จนกลายเป็นเอกลักษณ์ไปไม่ว่า  ขนาด   หรือ วิธีการถักล้อมหุ้ม      แต่ตะกรุดที่ลงพระยันต์มหาระงับ   โดยพระเกจิอาจารย์   สายวัดประดู่ ท่านอื่นก็ทรงอานุภาพ  ไม่น้อยหน้าเช่นกัน  อาทิ  พระยันต์มหาระงับที่ลงโดย ท่านหลวงปู่ปลื้ม  วัดสวนหงส์   สุพรรณบุรี   หลอมไม่ละลาย    พระยันต์มหาระงับที่ลงโดยท่านหลวงพ่อนาค  อดีตเจ้าอาวาส  วัดประดู่ฯ  เคยมีผู้ทดลองนำไปทดลองยิงถึงหกนัด ปรากฏว่าด้านทุกนัดทั้งๆที่เพิ่งเสกเพียงครึ่งพิธี    ตะกรุดมหาระงับที่ลงโดยท่านหลวงพ่อสละ   เถระปุญโญ  มีอานุภาพสูงมากขนาดนำไปฟาดรุ้งขาด   ตะกรุดมหาระงับหลวงพ่อกี๋วัดหูช้าง  นนทบุรี ป้องกันภัยอันตรายอย่างชะงัด

    นอกจากนี้ยันต์มหาระงับ   ยังได้ถูกนำไปใช้ เป็นยันต์ทำเทียนสะเดาะเคราะห์ ซึ่ง หลายท่าน อาจจะไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีการนำยันต์มหาระงับมาทำ  เทียน น้ำมนต์   ซึ่งวิชานี้  ผู้ที่ทำได้มีชื่อเสียงระดับประเทศ   สามารถใช้อำนาจ   จิต และมนตรา ระงับเหตุสำคัญ ได้ระดับประเทศ หลายครั้ง  เป็นที่รู้กันในหมู่บุคคลชั้นผู้นำประเทศ ตั้งแต่ทหาร นักการเมือง  ก็คือท่านพระอาจารย์สมภพเตชะ ปุญโญ  หรือ หลวงพ่อสาลีโข      เมื่อศึกษา เกี่ยวกับยันต์มหาระงับที่ท่านใช้ ก็พบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับยันต์มหาระงับในตำราวัดประดู่โรงธรรม เพียงแต่   นำมาพิมพ์ในกระดาษสา   และให้ผู้ที่ท่านอนุญาตให้เข้าประกอบพิธีนี้   เขียน ชื่อ   นามสกุล และคำอธิษฐาน  ลงไปในกระดาษสา ซึ่งท่านจะนำมาม้วน และฟั่นเป็นเทียน  ในคราวเดียวกัน   โดยใช้ขี้ผึ้งแท้น้ำหนักประมาณ๒บาท      การฟั่นเทียนครั้งหนึ่งจะมีคาถาบริกรรม  และ  ฟั่นเทียน ให้เสร็จในแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ๑๕นาที     หลังจากนั้นท่านจะนำสวดมนต์ให้อาราธนาศีล   เข้าถึงพระรัตนตรัย   ครูอาจารย์    โดยนำเทียนมหาระงับนั้น   มาตั้งในขันน้ำมนต์ทรงลูกมะนาวผ่าครึ่งแล้วลอยในขันน้ำมนต์ขนาดใหญ่อีกที   จากนั้นท่านจะเข้าสมาธิบริกรรม   จนไส้เทียนละลายขาดกลาง แล้วกดเทียนลงอธิษฐานทำน้ำมนต์       โดยจะให้ผู้ที่ท่านทำพิธีให้เปลี่ยนชุด และท่านจะอาบน้ำมนต์ให้ด้วย  การอาบน้ำมนต์ของท่านหลวงพ่อสาลีโขท่านจะว่า โองการมหาระงับตำราเฉพาะของท่านประกอบด้วย  เชื่อว่า  ผู้ที่ท่านทำพิธีนี้ให้จะพ้นเคราะห์   ได้ลาภสมปรารถนาทุกคน   ส่วนเทียน ที่ท่านทำพิธีเพ่งจนละลายขาด  จะให้ไว้ โดยสั่งว่าให้เอาไว้ใช้แช่ทำน้ำมนต์ในคราวจำเป็น ก็จะเหมือน กับท่านมาทำน้ำมนต์มหาระงับให้ทุกประการ นอกจากนี้ในสมัยที่ท่านยังทรงสังขารอยู่ก็มีการสร้างเทียนชัยมหาระงับออกให้บูชา ผู้ที่สนใจ วัตถุมงคลในสายหลวงพ่อสาลีโขก็คงทราบเรื่องนี้ดี

              การนำยันต์มหาระงับ  มาเป็นยันต์เทียน เพื่อใช้แก้เคราะห์ ในคราวอับจนนั้น คุณสีหวัชร  ได้ยืนยันว่า   ในสายสมเด็จสังฆราชแพ ก็ใช้ยันต์มหาระงับนี้ทำเทียนระงับดับความ  โดยเรื่องนี้ได้รับการบอกเล่า จากปากคำท่านอาจารย์นิรันดร์   แดงวิจิตร โดยตรง   ซึ่งคุณสีหวัชร ก็ยืนยันว่า เคยใช้ในคราวจำเป็นหลายครั้งก็ได้ผลแทบทุกครั้ง  สามารถผ่านเรื่องร้ายไปได้แบบคาดไม่ถึงจริงๆ
         ตำรา   ยันต์มหาระงับสายหลวงพ่อ สาลีโข ก็มีการยืนยันว่าสืบทอดมาจากสายวัดประดู่โรงธรรม   ตักศิลา แห่งกรุงศรีอยุธยาเช่นเดียวกัน   ในส่วนยันต์ประทับหลังนั้น  ก็มีลักษณะที่แผลงแตกต่างออกไปไม่ใช้ ยันต์ตรีนิสิงเห  แบบเดียวกับที่คณะศิษย์สายวัดประดู่ฯ ปัจจุบันใช้  
         ยันต์มหาระงับ  มีเนื้อความคาถาที่ประกอบยันต์ในลักษณะที่ คล้ายกับสะกดให้หลับ ในส่วนพระคาถาที่ว่า
   “โอมระงับหลับสิ้นทั้งบ้าน....   โอมชิดมหาชิด ปิดมหาปิดสิทธิสวาหับ”      มนต์ทำนองนี้  จึงมีผู้เข้าใจไปว่า เป็นยันต์สะกดนิทรา  แบบเดียวกับยันต์  สลักเกล้า หรือ ยมสลัก  แบบสายหลวงพ่อกุน   วัดพระนอน   เพชรบุรี ซึ่งถือว่า ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง   เพราะจุดประสงค์ของมหาระงับ   จริงๆคือการ  ระงับอันตรายทั้งปวงที่จะเข้ามา    การระงับก็คือ การสะกด อันตรายนั้นไม่ให้สามารถส่งผลได้ (ซึ่งในเนื้อหาพระยันต์เปรียบอันตรายนั้น คือลักษณะบุคคล) ให้ อยู่ในสภาวะ หลับนิ่งอยู่   จึงไม่สามารถทำหน้าที่คือ ไม่สามารถส่งผลได้   จนผู้ใช้พระยันต์นี้ ผ่านห้วงเวลาอันเป็นคราสเคราะห์พ้นอันตราย   การเรียนไสยศาสตร์ระดับลึกซึ้งก็เหมือนการเรียนวิชาสั่งจิต  หรือสะกดจิต ในปัจจุบันมีระดับการเรียนรู้ ที่ลึกซึ้งต่างๆกัน   ตั้งแต่ ใช้แค่เทคนิควิธีการไปจนกระทั่ง กระทำด้วยพลังจิต หรือ  psychic   โดยตรง   การสั่งสะกด (จิต)ของชาวสยามแบ่งออกเป็น
             *ต่อตัวผู้กระทำเอง (สะกดตนเอง)ยกตัวอย่างที่นำไปใช้ประโยชน์   เช่น รักษาโรค ทำให้คงกระพันบางระดับ   ในเชิงไสยศาสตร์ จะเห็นลักษณะนี้ได้จาก  การของขึ้น คือ  การปลุกของ   นั่นเอง
             **ต่อบุคคลอื่น    ตั้งแต่บุคคลเดียวไปจนสะกดจิตหมู่ ที่นักจิตวิทยา พยายามเรียกว่า  อุปาทานหมู่   
             ***ต่อสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์  ได้แก่ สัตว์ พืช  ภูต  ฯ

 

              ****และยากที่สุดก็คือ การสะกด หรือสั่งจิต ในระดับบังคับเหตุการณ์  ให้เป็นไปตามประสงค์
      ในไสยศาสตร์การ”ระงับ”   มีลักษณะ  คล้ายการสั่งสะกด  แต่ขอบเขต เพื่อหยุดยั้ง สิ่งนั้นไม่ให้เป็นไปตามลักษณะที่ดำเนินไปอยู่      ดังนี้  ผู้เขียนจึงกล่าวว่า มหาระงับ ต่างจาก มหานิทรา   ซึ่ง ประการหลังนี้ต้องการสั่งสะกด ให้เกิด การ “หลับ” (hypnosis) โดยตรงซึ่งหากกระทำอย่างลึกซึ้งก็จะถึงขั้นการควบคุมพฤติกรรม กันเลยทีเดียว (มหาสลบ)
              วิชามหาระงับ   เป็นแขนงหนึ่งของวิชาสะกดแบบสยามโบราณ    กระทำได้ตั้งแต่บุคคลที่ยังมีสติสัมปชัญญะบางส่วน  (จูงจิต)   ไปจนกระทั่งหลับ   (มหานิทรา) และสิ้นความรู้สึกตัวหมดสติสัมปชัญญะแบบ สมบูรณ์ (มหาสลบ) ซึ่งวิทยาการดังกล่าวได้รับการยืนยันว่ามีอยู่จริง และยังใช้ในวงการแพทย์ด้วยรู้จักกันว่า การสะกดจิต (Hypnotism)  สามารถใช้ในการรักษา  เกี่ยวกับ การระงับความรู้สึก  การแก้ปมทางจิตวิทยา    การแก้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์   การพัฒนาบุคลิกภาพ   การปรับโครงสร้างสุขภาพจิตเพื่อพัฒนาสุขภาพกาย   ในยุโรปใช้วิธีการสะกดจิตเพื่อเข้าสู่ภาวะสงบนิ่ง(ภวังค์) เพื่อผลในการใช้ความสามารถทางจิต นอกเหนือธรรมชาติปกติ   มีการค้นคว้าอย่างกว้างขวาง ถึงขั้นใช้การสะกดจิต(Hypnotism)    เพื่อย้อนอดีตชาติ    (Regression Therapy หรือ Age-regression Therapy) เพื่อแก้ปมทางจิตต่างๆ  สามารถทำการรักษาโรคบางชนิดที่ไม่สามารถบำบัดตามวิธีปกติให้หายได้อย่างน่าทึ่ง   นักสะกดจิตตามวิทยาการสมัยใหม่ ต่างเชื่อว่าการทำสมาธิทุกแบบคือการสะกดจิตตัวเอง   ส่วนนัก ปฏิบัติสมาธิ ต่างปฏิเสธภาวะการสะกดตัวเองดังกล่าว  ซึ่งในคอลัมน์นี้ จะไม่อภิปรายในส่วนนี้
      คำว่า “ระงับ”ในการอธิบายอุปเท่ห์ตะกรุดมหาระงับแสดง นัยความหมายที่ “หยุด”  กิจกรรมหรือการกระทำ  ซึ่งในที่นี้หมายถึง ทำสิ่งที่ร้ายให้กลายเป็นดี  คือ ทำให้ภัย หรือสิ่งร้ายๆ สงบหยุดลง ตะกรุดชนิดนี้มีผลทาง “กลับใจ”  กล่าวคือ  สิ่งที่จะมาทำร้ายหรือให้ภัยต้อง หยุดยั้งลง  ยกตัวอย่างเช่น   มีคนจะมาปองร้าย   พอเจอ เราซึ่งมีตะกรุดชนิดนี้ก็จะเกิดความ ยั้งใจ  เช่น คอยเสียหน่อยหนึ่ง จาก  นั้น ก็ ค่อยๆคลายความประสงค์ร้าย(ระงับ) ไปทีละเล็กละน้อย จน เลิกล้มความตั้งใจ ที่จะปองร้าย นั้นไปในที่สุด.  การ ระงับ  ที่ปรากฏในเนื้อมนต์ปลุกเสก   ในทำนองทำให้  “หลับ” ก็คือ การสะกด (จิต) นั่นเอง  ซึ่งกระบวนการสะกด หรือวิชาสะกด นี้ เป็นวิทยาการทางจิตที่มีมาเนิ่นนานพบหลักฐาน ตั้งแต่พุทธกาลและก่อนนั้น  ที่มีการสะกดสัตว์ร้าย อย่างช้างดุร้ายให้สงบลง   หรือ สะกด คนที่จะมาลอบทำร้ายให้ชะงักค้าง (นายขมังธนูถูกสะกด)   การสะกดจิตนี้ อย่าเพ่อคิดไปในทางร้ายแต่ด้านเดียว   เพราะเป็นวิทยาการที่เหมือนวิทยาการอื่นๆ  คือนำไปใช้ได้ทั้งทางดีทางร้าย  
         ทัศนคติเชิงลบกับคำว่า “วิชาสะกดจิต”  เกิดกับคนที่ไม่รู้ถึงวิทยาการนี้จริงๆ  ซึ่งเป็นองค์ความรู้ ที่เจาะลึก ถึงจิตใจส่วนที่ซ่อนเร้นภายในจิตของมนุษย์ต่างหาก   กล่าวได้ว่า   การสะกดจิต เกิดขึ้นตลอดเวลา ในวิถีชีวิตปัจจุบัน  เห็นได้ง่ายๆ ก็จากสื่อโฆษณาต่างๆ  ที่พยายามทำให้ผู้ได้รับสื่อคล้อยตาม  ยอมรับในสิ่งที่พยายามจะบอกกล่าว  ขั้นแรกก็คือการ “ระงับ”  หรือ หยุดความสนใจ ของผู้ได้รับสื่อ   จากเรื่องอื่นๆให้มาสนใจในสิ่งที่สื่อนั้นๆต้องการที่จะนำเสนอ นั่นเอง

         วิชามหาระงับ ที่แท้จริงก็คือการเรียนรู้การสั่งสะกด นั่นเอง   ไม่ใช่มนต์คาถาที่มาท่องบ่น งึมๆงำๆ แต่ไม่ได้ผลอะไร จะเห็นได้ว่า  ยันต์มหาระงับอาจมีอยู่หลายตำรา พรรณนา อุปเท่ห์ เลิศพิสดารอย่างไร ก็ ไม่เกี่ยวกับ รูปแบบสักเท่าไรนัก   เพราะ ก็กล่าวถึง อิทธิคุณของพระยันต์ที่คล้ายๆกัน   องค์ประกอบหนึ่งของการตะกรุดชนิดนี้ที่ระบุไว้ในตำรา ก็คือ   การใช้ใบไม่รู้นอน มาเป็นเครื่องยา ประกอบตะกรุดมหาระงับ   ซึ่งจากการสอบทานวิชาหลายสาย อาทิสายโสฬสวังหน้า  พบในตำราท่านอาจารย์ เฟี้ยม  คำจั่น ว่ามีวิชาในการเก็บ ยา หรือสมุนไพร ที่ใช้ทางอาคม  โดยผู้เก็บ ต้องสามารถสะกด ต้นยาก่อนนำมาใช้ ก็คือ   การจับไปที่ต้นยา (ขอสงวนรายละเอียด เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาต)   แล้วบริกรรมมนต์ทำกิจภาวนา  จนต้นยานั้นหลาบคือ  ใบยาหลุบลงจึงนำมาใช้  ลักษณะนี้ ปรากฏในวิชามหานิยมมหาเสน่ห์ (สะกด ทำให้รัก)  ก็คือ เครือวัลย์พันนิ้ว คือ การเพ่งภาวนาให้  ไม้เถาที่มี หนวดหรือ มือ มาเกี่ยวพันกับนิ้ว แล้วนำมาเป็นวัสดุทางมหาเสน่ห์   นอกจากนี้ก็ยังมี วิชา เสกขมิ้นกับปูน   โดยเสกขมิ้น  ปูนให้เปลี่ยนธรรมชาติไปจากเดิม     ในสายหลวงพ่อสาลีโข ก็มีการฝึกในลักษณะนี้ เช่นกัน คือ การลงยันต์พุทธซ้อน(พุทธหงส์ทอง) ก็ต้องภาวนาให้ ใบไม้อ่อน ที่ใบยังม้วนอยู่ นึ่งตาย    
       ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ว่า ต้นไม้ เป็นสิ่งมีชีวิต ที่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก  มากกว่าที่เคยพบเห็น   มีการทดลอง ในการตอบสนองภาวะทางอารมณ์ กับ พืชพันธุ์ การเกษตร  โดยมีการเปิดเพลง ในหลายท่วงทำนอง    พบว่า  บางท่วงทำนองสามารถกระตุ้นพืชพันธุ์เกษตรให้ผลิตผลที่มากขึ้นกว่าปกติ  นอกจากนี้ ก็ยังมีการทดลองโดยการถ่ายทอดอารมณ์ของมนุษย์  เช่น อารมณ์ เมตตา   โกรธ ฯ ก็พบ  ว่ามีผลกับพืชพันธ์ที่ให้ผลผลิต ด้วย  ซึ่งแสดงว่า พืช  ก็สามารถรับรู้ในลักษณะ ภาวะทางอารมณ์ได้ ซึ่งเรื่องนี้  นักวิทยาคมชาวสยาม ค้นพบมาก่อนหลายร้อยปีเลยทีเดียว  การสะกด(จิต) พืช  ในทางวิทยาคมจึงถือว่ามีความเป็นไปได้ และ จากการค้นคว้า ในเรื่องนี้ก็ยังพบนักวิทยาคมที่มุ่งมั่นฝึกฝน และทำการสะกด ต้นไม้ตามที่ระบุไว้ในวิทยาคมสายต่างๆ ได้ผลตามสมควร
       นอกจากคำ “ระงับ” จะใช้ในการห้ามกันอันตราย แล้วการ  “สั่งสะกด” สามารถ ใช้ส่งอิทธิพลกับสิ่งที่อยู่ภายนอกได้ ซึ่งในกรณีหลังนี้ ขึ้นกับตัวบุคคลที่ใช้เป็นสำคัญ ว่าจะได้ผลหรือไม่   คติการสร้างเครื่องรางของขลัง ก็ถือว่าเครื่องรางของขลังเหล่านั้น เป็นตัวรับประจุพลังจิต หรือ พลังงานความคิด ของผู้ปลุกเสก   แล้วแผ่พลังงานนั้นออกมาสู่ บุคคล หรือสถานที่ภายนอก  สร้างเขต อิทธิพลขึ้นในบริเวณนั้น  และสามารถทำให้เกิด สิ่งต่างๆตามคำอธิษฐานที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานเหล่านั้นได้   การประจุคลื่นความคิดลงในวัตถุ ในคติชาวสุวรรณภูมิ นั้นปรากฏในเรื่องเครื่องรางของขลังมากที่สุด ทั้งส่วนที่อิงกับคติทางศาสนา หรือ อิงกับความเชื่อที่มีอยู่ดั้งเดิมในชุมชนนั้นๆ   การตอกย้ำในเรื่องซ้ำๆทำให้มีพลังงานที่เข้มแข็งขึ้นจนถึงระดับที่เหนี่ยวนำสิ่งต่างๆ  บทความนี้จะไม่กล่าวถึง  เนื้อมนต์ หรือคาถาที่เกี่ยวข้องมากนัก เนื่องจากมีผู้เขียนถึงมาก่อนแล้วค่อนข้างมาก  มิหนำซ้ำบางครั้งก็เกิดเป็นข้อถกเถียงถึงความไม่ลงรอยกันของ ขั้นตอนต่างๆที่จะทำตะกรุดมหาระงับ  ซึ่งต่างฝ่ายก็จะว่าตำรับตำราของตนเองนั้นถูกต้อง  หากจะถามผู้เขียนว่า ของใครถูกก็คงตอบว่า ถูกทั้งหมดนั่นแหละคือ ถูกตามความคิด ความเชื่อ  และการเรียนรู้ที่เขาเหล่านั้นได้รับได้ศึกษามานั่นเอง

       ในปัจจุบันตามความนิยม ตะกรุดมหาระงับนั้นยึดเอาแบบของ อาจารย์ เทียม   วัดกษัตราธิราชเป็นต้นแบบ เนื่องจาก รูปแบบมีมาตรฐานที่สามารถแยกแยะเล่นหาได้  แต่นั่นเป็นเพียงลักษณะภายนอกเท่านั้น ไม่ใช่ประเด็นเรื่องยันต์มหาระงับ ที่แท้จริงมีหน้าตาอย่างไร?     ซึ่งหากค้นคว้าจริงๆจะพบว่าตะกรุดมหาระงับในสายวัดกษัตราธิราชเอง  ระหว่างยุคต้น กับ ยุคหลังต่อๆมา ตะกรุดมหาระงับวัดกษัตราธิราช บางดอกก็มียันต์ที่แตกต่างกันบ้าง  นักศึกษาเลขยันต์ที่ชอบคลี่ตะกรุด ก็คงทราบเรื่องนี้ดี   แล้วอย่างนั้นเราจะกล้าฟันธง เอา แบบไหนเป็นมาตรฐาน?  หรือหากถ้ามีใครกล้าชี้ ระบุลงไป ก็อาจต้อง ถูกฝ่ายที่ไม่เชื่อวิพากษ์ เป็นที่โกลาหลอย่างแน่นอน และท้ายที่สุด  ก็คงไม่อาจตอบโจทย์ เรื่องยันต์มหาระงับแบบใด ถูกต้อง ได้อยู่ดี  ท้ายที่สุดก็คงทุ่มเถียงกันต่อไปแบบไม่มีประโยชน์ใดงอกเงย
      และหากบอกว่า เป็นสายวัดประดู่โรงธรรมแล้ว เอกสารโบราณ อย่างตำราที่หอสมุดแห่งชาติ ก็มีหลายแบบ ซึ่งต่างก็มีเค้าเดียวกัน ถ้ามาพิจารณาในยุคเดียวกันหรือใกล้ๆกันกับพระวิสุทธาจารเถร (เทียม) วัดกษัตราธิราชวรวิหาร  ก็มีเกจิอาจารย์ในสายวัดประดู่โรงธรรมที่เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับพระอาจารย์เทียม วัดกษัตราธิราช   ก็ได้สร้างตะกรุดมหาระงับออกให้ศิษยานุศิษย์เหมือนกัน แต่ตะกรุดมหาระงับเหล่านั้นจะไม่เป็นที่รู้จักมากเท่าท่านพระอาจารย์เทียม  วัดกษัตราธิราช  ดังนั้นผู้เขียนจึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการชี้ ชัดตัดสินลงไปว่า ยันต์มหาระงับ   ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พยายาม เขียนถึงสรรพวิทยา ที่ประจุลงไป ซึ่งหากอ่าน แล้วก็คง เป็นความรู้แบบครอบคลุมกว่า



        การทำตะกรุดมหาระงับก็คือ การเก็บพลังงาน สั่งสะกด เอาไว้ในวัตถุ เพื่อตอบสนองต่อบุคคลที่นำไปใช้  นอกจากการ ใช้จิตสั่งสะกดแล้ว  พื้นฐาน ที่สำคัญก็คือ กรรมฐาน  ที่เป็นตัวเริ่มวิชา และที่สุดของวิชาทั้งหมด  วิชากรรมฐานสายวัดประดู่ฯ มีทั้งแบบดั้งเดิม และที่สืบจากหลวงพ่อม่วง มาจนถึงครูจาบ  สุวรรณ  ที่เรียกว่า เป็นกรรมฐานแบบประมวล   กรรมฐานแบบโบราณนี้ พระคณาจารย์ยุคโบราณต้องผ่านมาแล้วทั้งสิ้นถือเป็นหลักสูตรสำคัญ   ลำดับขั้นของกรรมฐานจะเรียกว่า “ห้อง” ผู้ที่จะเป็นครูกรรมฐานได้ต้องผ่านตั้งแต่ ห้องที่๕ ขึ้นไป  จึงจะทำพิธีรับไตรครูกรรมฐาน (หากเป็น ฆารวาสต้องบวช  รับไตร เป็นครู แล้วค่อยสึก) การผ่านกรรมฐาน แต่ละชั้น ต้องใช้ความพากเพียรมาก  บางครั้ง ใช้เวลาเป็นปี ท่านหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช  นั้นชอบพอกับ หลวงพ่อ ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง   คราวหนึ่ง ท่านได้ คุยกันเรื่องจิต ที่ฝึกได้  หลวงพ่อเทียม เคยปรารภ ว่า ท่านติด”โอภาส” (แสงสว่างในจิต)  อยู่เกือบสี่ปีกว่าจะละจนสามารถขึ้น กรรม ฐานห้องที่สูงกว่าได้  วิชาวัดประดู่โรงธรรม ลึกซึ้ง เพราะ “จิต” นี่เอง หากจะพูดถึงวิชา สายนี้ไม่พูดเรื่องกรรมฐาน ก็ถือว่าผิดทาง  ทุกยันต์ ก็คือ แบบฝึกกรรมฐาน ทั้งสิ้น ไม่ว่า จะเป็นยันต์จักรพรรตราธิราช  ก็เป็น แบบฝึกเดินกรรมฐาน บางคนปากพล่อยคิดว่ารู้มากในเรื่องเลขยันต์ ออกความ เห็นว่า เป็นแค่ยันต์กล แบบหนึ่งเท่านั้นก็มี ซึ่งแสดงว่า ท่านผู้นั้น ไม่ได้ศึกษาวิชาสายวัดประดู่โรงธรรมเลยคงรู้แค่แบบยันต์ที่มีการเผยแพร่กันเท่านั้น   การสร้างตะกรุดมหาระงับแบบวัดประดู่ฯต้องได้กรรมฐาน ตั้งแต่ระดับห้องธาตุ เป็นอย่างน้อย   มหาระงับเริ่มจากภูมิจิตแบบธรรมดาที่เรียกว่า “สะกด”  ไปจนขั้นที่สุดของมหาระงับ ก็คือ  ภูมิจิต ที่สามารถระงับทุกข์ภัยได้ทั้งสิ้น  ซึ่งเป็นจิตระดับที่เกือบจะเรียกได้ว่า “นิโรธ” แต่ยังไม่ใช่วิมุตติ(เป็นการอธิษฐานดับแบบหนึ่งไม่ได้หมายถึงการบรรลุธรรมเป็นอริยะบุคคลนะครับ)  ในอุปเท่ห์ของวิชาตะกรุดมหาระงับที่พบเนืองๆจะกล่าวเหมือนๆกันในสาระสำคัญซึ่งขอใช้ตำราที่ท่านอ.เทพย์ สาริกบุตร ได้พิมพ์เผยแพร่ในจตุรบรรพไว้มีความว่า .......(ยังมีต่อ)