![]() |
| ตรีรัตนะศรีวัตสะ |
![]() รูปสัญลักษณ์ มีใช้กันมาช้านานนับพันปี และถือว่าเป็นต้นกำเนิดอักษรต่างๆ หากกล่าวถึงเรื่องเลขยันต์คาถาอาคมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รูปสัญลักษณ์ ก็เป็นสิ่งแรกๆที่ถูกกำหนดขึ้นใช้แทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาจกล่าวได้ว่า ใช้มานานกว่าเทวรูป ด้วยซ้ำไป สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ นั้นถือว่ามีพลังอำนาจลี้ลับที่ได้จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยตรง จึงมีพลังงานที่เสถียร เป็นสากล ที่แน่นอนคือ คัดถอนพลังไม่ออกถ้าไม่รู้วิธีในแวดวง นักพลังจิตหรือนักเวทมนต์บางคนถึงกับกล่าวว่า สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ ลัญจกรของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประทานให้มวลมนุษย์ ได้ใช้ เพื่อได้รับพลังจากท่านเหล่านั้น ซึ่งเป็น พลังของทิพยอำนาจอันไร้ขีดจำกัด
ตราประทับ หรือ Seal คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจต่างใช้เพื่อประทับแสดง สิทธิ หรือ อำนาจของตน ไม่เว้นแม้แต่เทพเจ้า หลายปีก่อนคงจำได้ที่นิตยสารอุณมิลิต จัดสร้าง ศรีจักรา ยันตราเทพเจ้าขึ้นกำนัลแก่ผู้สมัครสมาชิกรายปี ปรากฏการยอมรับอย่างกว้างขวางจนศรีจักรา ที่จัดสร้างขึ้นหมดลงเกือบทุกแบบและมีการกล่าวขานถึง ศรีจักรา อย่างต่อเนื่อง รู้จักกันมากขึ้นในแวดวง นักนิยมเรื่องพลังจิต ลี้ลับ ทั้งส่วนที่ลอกเลียนบทความไปใช้ และที่ค้นคว้าเพิ่มเติม เขียนขึ้นอีกบางแง่มุม และหลังจากนั้นของกำนัลสมาชิกรายปีอุณมิลิตก็มักจะเป็นไปในแนวศาสตร์สุวรรณภูมิ หรือแบบเครื่องรางของขลังที่คุ้นตา จนกระทั่งในปลายปี ๒๕๕๓ นี้เอง ทางบรรณาธิการอุณมิลิตก็ขอให้ออกแบบของกำนัลให้สมาชิก โดยกำหนด concept ว่า ต้องสื่อศิลปะแบบความเป็นไทยที่ชัดเจน ต้องเป็นสิ่งที่ทั้งชาวพุทธ และไม่ใช่พุทธศาสนา รับได้ ทั้งในฐานะเครื่องประดับสวยงามแบบมงคลนำโชค และเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ โดยให้หลีกหนี การเป็นเครื่องรางแบบ ทั่วไปที่มีในประเทศ และต่างประเทศ สามารถ สื่อถึง ภูมิปัญญา ในศาสตร์คติชนที่กว้างขวาง โดยสิ่งที่สร้างขึ้น ต้องมีอานุภาพไม่ด้อยกว่า ศรีจักรา ที่เคยนำเสนอไป ทั้งต้องมีความเป็นมาของสิ่งที่ออกแบบขึ้นโดย ต้องสามารถกล่าวได้ทั้งศิลปะ วัฒนะธรรม ประวัติศาสตร์ โจทย์ยากๆ เหล่านี้ ทุกคน ก็โยนมาให้ลุงกุสเจ้าเก่าออกแบบในฐานะที่เขียนเรื่องศรีจักรา จนโด่งดัง จึงค้นคว้าข้อมูลที่มีอยู่นานพอควร โดย เลือกสัญลักษณ์มงคลมาประกอบการออกแบบ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นที่เลือกนำมาใช้แต่ละสัญลักษณ์ก็มีความเป็นมาที่เก่าแก่ไม่น้อยกว่าพันปีขึ้นไป ๕ สัญลักษณ์ก็คือ
สัญลักษณ์ ตรีรัตนะ สัญลักษณ์ ศรีวัตสะ สัญลักษณ์ ลายประจำยาม สัญลักษณ์ จักร (เลือก ธรรมจักรอโศกมหาราช) สัญลักษณ์ พระสมณโคดม (สวัสดิกะโคตมะ)
ในรายละเอียดปลีกย่อยยังใส่ สัญลักษณ์ย่อยลงไปอีก(จะกล่าวต่อไป) เมื่อนำมาประกอบกันให้อยู่ในรูปแบบมณฑล ศักดิ์สิทธิ์ มีรูปแบบอย่างที่เห็น ได้ทดสอบในเชิงมายิกและ พลังก็ พบว่า มีความเสถียร และทรงอำนาจสูง ตามวัตถุประสงค์ จากนั้นจึงส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์จีน กำหนดสัดส่วน และขนาดให้เป็นมงคล ก็เป็นแบบอย่างที่เห็น และ ให้ผู้มีความรู้ในศาสตร์โบราณตรวจแบบก็ยอมรับว่าใช้ได้ดีเยี่ยม ซึ่ง การสร้างครั้งนี้ถือเป็น เป็นแรกในโลก และเป็นผลงานของ ทีมวิชาการอุณมิลิต ซึ่งเป็นการกล้าคิดกล้าทำ ที่ไม่มีนักวิทยาคมใดในประเทศจะหาญกล้าเพราะถ้าไม่มั่นใจจริง การนำเสนอออกมาอาจไม่เป็นที่ยอมรับก็ได้ เนื่องจากเป็นรูปแบบใหม่ และยังไม่คุ้นเคยในสังคมแต่ก็มีเหตุผลสนับสนุนว่า แม้เป็นการออกแบบขึ้นเป็นชิ้นงานเฉพาะ แม้เป็นการสร้างงานใหม่ก็ตาม แต่เนื้อหา เป็นศาสตร์โบราณ และมีรากฐานเป็นพันปี ออกแบบโดยการสื่อจิตทางดิ่ง เพื่อ ต่อเชื่อมกับพลัง ในจักรวาล(พระจิตแห่งมหาจักรวาลต้นกำเนิด) เป็นศาสตร์พลังจิตที่มาจากโยคะศาสตร์โบราณ ไม่ใช่ การออกแบบอย่างสามัญ จึงมั่นใจว่า นวัตกรรมที่ได้ต้องมีพลังเหนือธรรมดา และเป็นพลังที่เหนือพลัง แล้วก็เป็นจริงเมื่อ แบบทุกอย่างผ่านการเห็นชอบจึงให้ช่างทำพิมพ์ขึ้น แล้วลองปั๊มชิ้นงาน ขึ้น เพื่อทดสอบ ทั้งแง่ศิลปกรรม และแง่พลังที่พึงประสงค์ ซึ่งได้ปั๊มมาเป็นต้นแบบก่อน ผลการทดสอบได้ผลเกิดคาด และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อช่างที่รับงาน เห็นว่า แบบพิมพ์ ในแง่ ศิลปะผ่านแล้ว จึงปั๊มชิ้นงานขึ้นตามจำนวนที่ตกลง
โดยไม่ได้บอกกล่าวกันก่อนเพราะเป็นงานที่ต้องทำอยู่แล้ว ก็เกิดความแปลกประหลาดใจขึ้น ที่พอ นำพิมพ์ประกอบกับแท่นปั๊มก็เกิดเครื่องหยุดทำงานเฉยๆ พอถอดพิมพ์เพื่อตรวจสอบเครื่อง ๆก็กลับทำงานได้ เป็นอยู่อย่างนี้ จนตัดสินใจ ใช้เครื่องปั๊ม อีกเครื่องซึ่งใหม่กว่า ปรากฏว่า สามารถ ปั๊มได้ แล้วพอปั๊มไปได้แค่หกเหรียญ เครื่องก็หยุดอีก เมื่อถอดพิมพ์เพื่อแก้ไข ก็พบว่า พิมพ์เกิดลั่นขึ้นเองทั้งๆที่ยังไม่ปั๊มเพราะถอดออกมา จากเครื่องปั๊มแล้ว การลั่นของพิมพ์เป็นเรื่องแปลกที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะเหล็กทำพิมพ์ เป็นเหล็กกล้าเฉพาะที่ใช้เพื่อการทำแม่พิมพ์เหล็กโดยเฉพาะ การชุบแข็งแม่พิมพ์ ก็ทำโดยช่างที่ชำนาญงาน ผ่านงานมามากกว่า แสนชิ้น การผิดพลาดย่อมเกือบไม่มีทางเป็นไปได้ ที่แปลกประหลาดคือการลั่นของแม่พิมพ์ไม่ได้เกิดจากการปั๊มกระแทก แต่ เกิดเมื่อหลังจากถอดแม่พิมพ์ออกแล้ว เพื่อตรวจสภาพเครื่องที่หยุดทำงาน ในทางเทคนิคจึงเป็นไปไม่ได้ที่พิมพ์เหล็ก ชุบแข็งแล้วจะเกิดการลั่นขึ้นเอง แต่ก็เป็นไปแล้ว นี่คือความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เมื่อพิมพ์ลั่น ช่างจึงต้องทำพิมพ์ใหม่ ซึ่ง ในการปั๊มในครั้งหลังก็มีการดำเนินพิธีกรรม ตามสมควร ผลก็สำเร็จตามประสงค์ ซึ่งแต่ละเหรียญที่ออกมานั้นมีพลังงานในตัวทันที เป็นพลังงาน ที่แตกต่างๆจากพลังงานของเครื่องรางทุกชนิดที่เคยมีมา เพราะครอบคลุมทุกย่านพลังงาน นักพลังจิตหลายคนตรวจสอบพบว่าเป็นพลังงานระดับสูงที่ไม่เคยพบมาก่อนเป็นพลังงานใน ด้านบวกที่สูงมาก ซึ่งการเขียนถึงนี้ ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อย่างใดแอบแฝง เนื่องจากของกำนัล ที่แจกให้สมาชิกไม่ถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นส่วนควบกับหนังสือ เป็นน้ำใจที่อุณมิลิตมอบให้ ในฐานะที่ผู้อ่านหนังสือฉบับนี้ เป็นผู้มีความสนใจในศาสตร์โบราณ ที่แตกต่างจาก ผู้สนใจศาสตร์นี้ทั่วไป โดยมองลึกลงที่เนื้อหาไม่ใช่สังกัด สำนักหรือตัวบุคคล จึงย่อมเห็นคุณค่าในสิ่งที่มอบให้ และยอมรับรู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่อยู่ภายใน วัตถุธรรม ที่มอบให้... “ตรีรัตนะศรีวัตสะ” จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกปลุกเสกแบบเครื่องรางของขลังทั่วไปแต่แท้จริงเป็นการสร้างช่องทางเชื่อมต่อพลังงาน ระดับสูงสุด
พลังงานที่ว่านี้คือต้นกำเนิดจิตวิญญาณทั้งมวล โดยทุกจิตวิญญาณล้วนแตกตัวออกจากสิ่งนี้ แล้วกระจายออกไปทุกหนทุกแห่งในจักรวาล ซึ่งหากเราเอาหลักพุทธศาสนามาวิเคราะห์ ก็คงจะไม่ได้เรื่องอะไรนอกจากจะถูกเหล่าเถรส่องบาตร ตำหนิว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ งมงาย แต่รู้ไหมนักพลังจิตทั่วโลก และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาจักรวาลวิทยา ต่างยอมรับว่าสิ่งที่เป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งมีอยู่จริง เราอาจไม่ยอมเรียกสิ่งที่เป็นต้นกำเนิดว่า “พระเจ้า”อย่างศาสนาอื่น แต่อย่าตกสำรวจความรู้ ว่า สิ่งที่ว่านี้มีอยู่และยังดำรงอยู่ แม้ปัจจุบัน ไม่ว่าท่านที่อ่านบทความนี้ จะเชื่อว่ามีหรือไม่เชื่อ?ก็ตาม การที่บางศาสนาไม่สั่งสอนเรื่องนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยมีมา หรือไม่มีอยู่จริง กำเนิดของจิตวิญญาณ มีที่มาอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ทราบยากมาก ยิ่งถ้านับถือศาสนาที่ไม่เคยสั่งสอนลักษณะนี้มาก่อนก็ยิ่งทำใจยอมรับกันยากขึ้นอีก แต่หากมองอย่างกลางๆว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ก็มองเปิดใจอย่างธรรมชาติศึกษา ตัดความคิดเรื่องศรัทธาในศาสนาออกสักครู่หนึ่งศึกษาแบบเราเรียนวิชาการในปัจจุบัน ที่ไม่เห็นมีใครมาตั้งแง่ตั้งงอนสักทีว่า วิทยาการเหล่านั้นค้นคว้า ต้นคิดโดยคนศาสนานั้นศาสนานี้ แตกต่างคติจากตน แล้วจะไม่เรียนไม่ศึกษา ขอทีว่าอย่าติดบ่วงศรัทธาตนเอง ติดสังกัดจนงมงายแล้ว ละทิ้งโอกาสการเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้เลย หากคิดอย่างนี้ ก็นับว่าขาดทุนในชีวิต
พลังอำนาจสูงสุดที่ว่านี้ อธิบาย ว่าเป็นคลื่นพลังงาน ระดับความถี่สูงซึ่งเกิดจากแกนกลางของจักรวาลแผ่กระจายออกมาเป็นระลอก (แบบเดียวกับการถ่ายทอดคลื่นสัญญาณ ที่มนุษย์ค้นพบ) คลื่นพลังงานนี้แทรกซึมอยู่ในทุกสิ่ง มนุษย์บางพวก เรียกว่า “ปราณ” ซึ่งหมายถึงการมีชีวิต และเกิดทัศนคติกับสิ่งนี้แตกต่างกันออกไป โดยท้ายสุดก็ไปหลงยึดว่าสิ่งนี้คือ ลมหายใจเนื่องจากการจะได้รับพลังอำนาจของสิ่งนี้ง่ายที่สุดก็คือทางลมหายใจ ดังนั้นจึงมีการฝึกฝนสมาธิหลายรูปแบบที่ นำ ลมหายใจ เข้าไปประกอบการฝึก ที่รู้จักกัน มากก็คือ การหายใจแบบโยคะ หรือ หทะโยคะ นั่นเอง แม้ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่าจะอยู่ในรูปของพลังงานซึ่งไม่มีสสารใดใดโยงใยให้เห็นได้ก็ตามแต่ก็สามารถ สร้างจุดสัมพัทธ์พลังงาน ของมันได้ในวัตถุที่ต้องการ โดยการสำเนา ตัวมันอย่างที่กล่าวในฉบับก่อน ซึ่งการ กระทำเช่นนี้ต้องมีการฝึกเฉพาะเมื่อสำเร็จวัตถุชิ้นนั้นก็จะเป็นสื่อ หรือ ช่องทางเขาถึงพลังงานที่ว่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้มีวัตถุนั้นได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
หลายปีก่อน มีการเผยแพร่ศาสตร์พลังงานจากจักรวาล ที่มีมาสเตอร์ทางพลังจิตหลายท่านนำเสนอออกมาในรูปแบบต่างๆ อาทิชาวฟิลิปินส์ (ฉั่วกว๊อก สุ่ย) ชาวเวียดนาม (เลือง มินห์ ด๋าง) ชาวญี่ปุ่น (เมะซุซามะ)ชาวอเมริกา Barbara Brennan เป็นต้น ต่างได้สาธิตและสื่อสอนพลังพิเศษที่ตนสามารถ เชื่อมต่อได้มาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการรักษาโรค เป็นที่ได้รับการสนใจต่อบุคคลหลากหลาย และท่านเหล่านั้นก็ตั้งสถาบันสั่งสอนสิ่งที่ตนค้นคว้าได้มีผู้สนใจศึกษานับจำนวนล้านๆคน แน่นอน มันใช้ได้ผลด้วยมิฉะนั้นก็คงไม่มีคนมาเรียนกันเป็นจำนวนล้านๆคน มาสเตอร์เหล่านั้นพยายามสื่อสารถึงสิ่งที่พวกเขาค้นพบ บ่งบอกถึงความสูงส่งของพลังงานนี้โดยเรียกขานแตกต่างกันออกไป แต่ด้วยคุณลักษณะนั้น ย่อมหมายถึงสิ่งเดียวกัน นี่คือความจริงในโลกพลังจิตที่มาสเตอร์เหล่านั้นค้นพบและได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งเราไม่ควรมองข้าม หากประสงค์จะเรียนรู้ เรื่องเกี่ยวกับพลังของจิตวิญญาณ ได้อย่างกว้างขวาง และไม่ตกประเด็นสำคัญที่ควรจะต้องรู้
คอลัมน์นี้ไม่ประสงค์สร้างความเชื่อหรือลัทธิอย่างใหม่ แต่ที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ออกไปก็เพราะอยากจะเปิดมิติการศึกษาเรื่องพลังจิต อย่างการมองมุมกว้าง มองแบบไม่ติดยึดกับตัวตน แต่มุ่งที่สาระเช่นเดียวกับศาสตร์ ต่างๆที่เราศึกษาเล่าเรียนในภาคการศึกษาทางโลกวัตถุ จึงขอแค่เปิดใจรับรู้ ไม่ต้องเชื่อทันทีก็ได้ค่อยๆคิดค่อยๆวิเคราะห์ ความจริงเมื่อปรากฏออกจะเป็นคำตอบที่ยืนยันตัวมันเองได้อย่างดีที่สุด หลายๆท่านที่นับถือศาสนาพุทธ และศึกษา ศาสตร์ในแถบสุวรรณภูมิก็อาจจะทำใจรับเรื่องที่เขียนมานี้ ได้ยากสักหน่อย แต่อยากให้ท่านทราบด้วยว่า เขียนด้วยการอยากให้ความรู้ในสิ่งที่ค้นคว้ามา อยากให้สิ่งดีดี เติมเต็มให้กับทุกท่านแม้ว่าจะไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึงก็ตาม พลังอำนาจของธรรมชาติ ที่มีผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์นั้น ปัจจุบันพบว่ามีพลังอำนาจหรือคลื่นพลังบางอย่างที่พบในธรรมชาติ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพร่างกาย และ จิตใจ ในสถานที่ต่างๆเช่น ป่าเขา น้ำตก มีการวัดพลังงานเหล่านี้ ออกเป็นหน่วยวัดทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและ สามารถนำมาใช้ในการรักษาสุขภาพได้ (จะมีบทความเฉพาะในเรื่องนี้; กองบรรณาธิการ) นอกจากนี้ยังพบกรรมวิธี การประจุพลัง ในวัตถุต่างๆแม้เหรียญโลหะ(ทางวิทยาศาสตร์) ที่สามารถแสดงผล ต่อร่างกายที่ชัดเจนด้วยเช่น การนำไป ชาร์จ น้ำดื่ม ปรากฏผลทางกายภาพที่น้ำที่รับการชาร์จพลังนั้นเกิดรสชาติขึ้นทั้งๆที่ไม่ต้องเปิดภาชนะบรรจุหรือเติมสารอื่นใดลงไป เพียงแค่ผ่านวัตถุที่ประจุพลังงานเพียง๑๐วินาทีเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ เริ่มปรากฏชัดเจน มากขึ้นซึ่งเท่ากับว่า วิทยาศาสตร์ และเรื่องจิตวิญญาณเริ่มหันเข้าหากันพลังอำนาจ ที่ว่าเป็นต้นกำเนิดของบรรดาสรรพสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เป็นคลื่นพลังจาก big bang ตอนกำเนิดจักรวาลและปัจจุบันยังคงอยู่ และมีอิทธิพลต่อความเป็นไปของจักรวาลทั้งระบบไม่ใช่แค่โลกใบนี้
มีอิทธิพลต่อความเป็นไปของจักรวาลทั้งระบบไม่ใช่แค่โลกใบนี้ โดยเฉพาะมิติทางพลังงานในตรีรัตนะศรีวัตสะ นั้นเป็นเรื่องศาสตร์ที่ต้องศึกษาค้นคว้าฝึกฝนกันอย่างยาวนานจึงจะเข้าถึงและเข้าใจได้ "ก่อนดำรงอยู่ของฟ้าและดิน คำสอนในลัทธิเต๋าที่นำมาแสดงนี้เป็นการบรรยายลักษณะของธรรมชาติที่เป็นต้นกำเนิดสรรพสิ่งซึ่งมนุษย์จะเข้าถึงด้วยวิธีเดียวคือปัญญาญาณเท่านั้น คำสอนลักษณะเดียวกันนี้ก็มีอยู่ในทุกลัทธิทุกศาสนาเช่นกันและนำลักษณะการหมุนวนนั้นมาเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจสูงสุด โดยเฉพาะ ชาวภารตะก็จะนำคำว่า “จักร” ของพวกเขามาใช้ประกอบกับคำที่ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ เช่น จักรพรรดิ อาณาจักร จักรวาล ฯ และยังใช้ เป็นลักษณะของเดชอำนาจ ที่ไม่อาจลบล้างได้
“จักร”ถูกใช้แสดงเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ไม่มีผู้ต่อต้าน ดังจะเห็นจากรูปของเทพเจ้าที่ มีอำนาจ ก็จะมีจักร เป็นสัญลักษณ์ประกอบอยู่ด้วย เมื่อมนุษย์ ยกฐานะตนขึ้นทัดเทียมเทพ “จักร” ก็ ถูก นำมาเป็นสัญลักษณ์ ของมนุษย์ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ด้วย ความยิ่งใหญ่ของ “จักร” ก็คือ การเริ่มจากหน่วยเล็กที่สุดของจักรวาลไปจนหน่วยใหญ่ที่สุด โดยเริ่มจากการหมุนวนของอนุภาคภายในของสรรพสิ่ง เริ่มจากสิ่งที่เล็กที่สุดตั้งแต่อะตอม เกิดแรงเหวี่ยง และแรงดึง ระหว่างกันซึ่งก็ทำให้เกิดการเกาะกลุ่ม และสร้างแรงเหวี่ยงเป็นระลอกที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งต่างเกี่ยวพันกัน นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ค้นความจริงข้อนี้ และใช้แรงดึงและแรงเหวี่ยงระหว่างดาวเคราะห์ในการส่งยาน อวกาศไปสู่สถานที่ต้องการ คัมภีร์เต๋าที่นำมาอ้างกล่าวว่า“ยิ่งใหญ่ หมายถึงความต่อเนื่อง ความต่อเนื่องหมายถึงความยาวไกลความยาวไกลหมายถึงการกลับสู่ต้นกำเนิดเดิม…” อธิบายคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจ ก็คือการหมุนหรือวงกลม ที่ชาวชมพูทวีปเรียกว่า “จักร”นั่นเอง อำนาจแห่งการหมุนวน หากรู้วิธีก็สามารถ สร้างพลังอำนาจออกมาได้อย่างไม่สิ้นสุด สิ่งที่พิสูจน์สำหรับนักวิทยาศาสตร์ อย่างง่ายๆ ก็คือการผลิตกระแสไฟฟ้า จากการปั่นหมุนขดลวดที่เรียกว่าไดนาโม ก็จะได้พลังงานไฟฟ้าออกมาอย่างไม่รู้หมดสิ้นตราบใดที่ไดนาโมนั้นยังหมุนอยู่ การหมุนวนจึงเท่ากับเป็นการสร้างพลัง และหากสร้างวัฏฏะจักรได้ พลังงานนั้นก็ไม่สิ้นสุด และไม่มีวันหมด ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์นี้ ไม่ใช่สิ่งที่พบใหม่ แต่ปราชญ์ยุคโบราณค้นคว้า และค้นพบมาเนินนานไม่น้อยกว่า๗๐๐๐ปี ถูกสั่งสอนถ่ายทอด ในการปฏิบัติการทางจิต ซึ่ง นักพลังจิต ที่เรียนมา แบบไม่ปิดกั้นตัวเองก็จะรู้วิธีการสร้างพลังจิตจากการหมุนนี้แทบทุกคนจึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่เป็นของเก่าเอามาเล่าใหม่เท่านั้น สูงสุดของการหมุน หรือจักร คือ การเคลื่อนที่เสมือนหยุดนิ่ง อธิบายว่าเร็วจนไม่อาจเห็นการเปลี่ยนแปลง และหลุดออกจากระนาบของภพภูมิที่เคยอยู่เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้ ที่พุทธศาสนา เรียกว่า สุญญตา ซึ่งมีหลายระดับ เป็นปรากฏการณ์ของปัญญาและอำนาจสัญลักษณ์ของจักร ที่เรียบง่ายและสื่อความหมายได้ดี ก็คือ ดุมล้อ ซึ่งพุทธศาสนานำมาใช้ เรียกกันว่า “ธรรมจักร” ผู้ที่ใช้ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์เผยแพร่ อำนาจของตนออกไปมากที่สุดผู้หนึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ที่ถือเสมือนหนึ่งว่า คือพระเจ้าจักรพรรตราธิราชระดับจักรพรรดิเหล็ก ที่ปรากฏตัวตนในประวัติศาสตร์โลกว่ามีอยู่จริงๆเกียรติภูมิของอโศกมหาราชยิ่งใหญ่จนประเทศอินเดียต้องยอมรับเอาเป็นสัญลักษณ์บนธงชาติ ซึ่งเท่ากับการยอมรับพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาบริสุทธิ์ของอินเดียด้วย ตลอดจนข้อความที่จารึกโดยอโศกมหาราชบนเสาหินที่ป่าอิสิปนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ใจความว่า “สตฺยเมว ชยฺเต” ซึ่งแปลว่า “ความจริงชนะทุกสิ่ง” ก็เป็นคำขวัญประจำชาติอินเดียมาจนปัจจุบัน ธรรมจักรอโศกมหาราช หรือ กงล้อแห่งอโศกมหาราชจึงเป็นมงคลสัญลักษณ์ ซึ่งชาวพุทธจะคุ้นเคยและบ่อยครั้งถูกนำไปใช้สื่อสารแสดงถึงศาสนาพุทธ ที่ได้อโศกมหาราชเป็นผู้ เผยแพร่ทำให้ขยายกว้างไกลออกไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา “ธรรมจักร”ดังกล่าว ถูกนำไปเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้ในพิธีกรรมหลากหลาย เล่ากันเป็นปรัมปรา ที่มีชื่อ คัมภีร์ว่า “อโศกอวทาน”ว่า ในครั้งที่อโศกมหาราชเป็นผู้ ค้ำจุนพุทธศาสนานั้น พระองค์องค์ โปรดให้สร้างเจดีย์ทั่วดินแดนต่างๆ ตามจำนวนพระธรรมขันธ์ เมื่อสร้างเสร็จโปรดให้เฉลิมฉลอง เป็นการมโหฬาร แต่ก็ติดขัดที่เกรงว่า พญามาราธิราชจะขัดขวาง จึงให้คณะสงฆ์พิจารณา ก็ได้พระอุปคุต เป็นผู้ ปราบพญามาร จนสิ้นมานะละพยศเลิกรังควานพระพุทธศาสนา หันกลับมาบำเพ็ญเพื่อโพธิญาณตามมโนปณิธานเดิม เรื่องราวส่วนนี้ ก็คงคุ้นสำหรับชาวพุทธสยามมากพอควร เพราะปรากฏในประวัติพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า “ปฐมสมโพธิกถา” ซึ่งเล่าเรื่องหลังจากปรินิพพานมาถึงยุคอโศกมหาราชด้วย นักพลังจิตแนวพุทธหลายท่านได้นับถือ “ธรรมจักร” แห่งอโศกมหาราชว่ามีมหิทธิฤทธิ์มาก ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการส่งพลังจิต ออกไปอย่างมี พลานุภาพ ถือว่าสัญลักษณ์นี้ได้รับการอธิษฐานฤทธิ์อัญเชิญพุทธานุภาพ จากเหล่าพระเถระยุคอโศกมหาราช ซึ่งประชุมกัน (มีพระมหาเถรอุปคุตร่วมอยู่ด้วย) ทั้งอโศกมหาราชเองก็เป็นผู้มากบารมี และเชี่ยวชาญ ศิลปะศาสตร์ต่างๆ ทั้งส่วนที่มาจากพราหมณ์ ซึ่งรู้จักการดึงพลังจากจักรวาลมาใช้ในรูปแบบการหมุนต่างๆเรียกว่าจักร และมีศาสตร์ทางจิต ที่เกี่ยวกับ “จักรา” อยู่มากมาย ปรากฏในแถบสุวรรณภูมิที่นับถือว่า จักร คือยอดศาสตรา และธรรมจักรของอโศกมหาราช ก็แสดงนัยหมายถึง ธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ทรงอานุภาพแม้การ อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงมีแก้ว ๗อย่างและฤทธิ์ ๔อย่าง แก้ว ๗ อย่างอะไรบ้างอานนท์ ในแก้ว ๗ ประการนี้ คือ จักรแก้วเป็นทิพย์ประกอบด้วยกำ กง ดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ผู้เสด็จสนานพระเศียร รักษาอุโบสถประทับอยู่บนปราสาทชั้นบนอันประเสริฐ ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำนั้น เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงพระดำริว่า ก็แลข้อนี้ เราเคยฟังมาว่า พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ มุรธาภิเษกองค์ใด สนานพระเศียรแล้วทรงพระอุโบสถอยู่บนปราสาทอันประเสริฐ ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ นั้น ปรากฏฯลฯจักรรัตนะนี้นั้น ท่านกล่าวว่าเป็นทิพย์ เพราะประกอบด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์. จักรรัตนะมีกำตั้งพัน จึงชื่อว่า สหสฺสารํ. มีกงและมีดุม จึงชื่อว่า สเนมิกํ สนาภิกํ. บริบูรณ์ด้วย อาการทั้งปวง จึงชื่อว่า สพฺพา-การปริปูรํ.จักรในมหาสุทัสสนสูตร นั้นด้วย เป็นรัตนะด้วย เพราะอรรถว่า ให้เกิดความยินดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักรรัตนะ. ก็จักรรัตนะท่านกล่าวว่า สนาภิกํ ด้วยดุมใด ดุมนั้น ทำด้วยแก้วมณีสีเขียว. ก็ท่ามกลางแห่งดุม ซึ่งทำด้วยเงินแท้ รุ่งโรจน์เหมือนเบียดเสียดด้วยระเบียบฟันที่ขาวสนิท. ล้อมด้วยแผ่นเงินทั้งภายนอกและภายใน ทั้งสอง เหมือนมณฑลแห่งจันทร์ที่มีจุดในท่ามกลางฉะนั้น. ก็ลวดลายที่แกะสลักในที่อันสมควรในแผ่นล้อมดุม และซี่นั้น ปรากฏว่าจัดแบ่งไว้เป็นอย่างดี. ความบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงแห่งดุมแห่งจักรรัตน์เพียงเท่านี้ก่อน.จักรรัตนะนั้นท่านกล่าวว่า สหสฺสารํ ด้วยกำเหล่าใด กำเหล่านั้นทำด้วยรัตนะเจ็ดประการ ถึงพร้อมด้วยแสงสว่างเหมือนรัศมีแห่งพระอาทิตย์ฉะนั้น. อาการมีลวดลายสลักด้วยก้อนแก้วแห่งกำแม้เหล่านี้ ปรากฏเป็น จักร แบ่งเป็นอย่างดีทีเดียว. นี้เป็นความสมบูรณ์โดยอาการทั้งปวงแห่งกำแห่งจักรรัตนะนั้น. อนึ่ง จักรรัตนะนั้น ท่านกล่าวว่าสเนมิกํ ด้วยกงใด กงนั้นทำด้วยแก้วประพาฬอันแดงจัด บริสุทธิ์สนิท เหมือนกับจะเยาะเย้ยศิริแห่งกลุ่มรัศมีพระอาทิตย์อ่อน ๆ ฉะนั้น. ก็ในที่ต่อแห่งกงนั้นลวดลายที่สลักกลม มีศิริเป็นก้อนขาวแดงบริสุทธิ์ดี ดาดาษด้วยชมพูนุทสีแดงปรากฏเป็นอันจัดแบ่งไว้เป็นอย่างดี. นี้คือ ความบริบูรณ์ โดยอาการทั้งปวงแห่งกงจักรรัตนะนั้น ก็ในระหว่างกำ ทั้งสิบ แห่งจักรรัตนะนั้น ในเบื้องหลังแห่งบริเวณกง มีก้อนแก้วประพาฬจับลม แกะสลักเป็นศีรษะภายในเหมือนกลุ่มควันฉะนั้น.จักรรัตนะใดที่ต้องลมแล้ว มีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง ให้เคลิบเคลิ้มเหมือนเสียงดนตรีที่ประกอบด้วยองค์ ห้า ที่บรรเลงโดยผู้ชำนาญดีแล้วฉะนั้น ก็จักรรัตนะนั้น
จึงปรากฏเป็นประเพณี ที่จักรถูกใช้เป็นตราประจำตระกูลชั้นสูง ตั้งแต่ กษัตริยาธิราช ตระกูล นักรบ และยังใช้เป็นตรา หรือ ใช้เป็นสัญลักษณ์ทาง ศาสนา อีก ด้วยยังเชื่อว่า รูปลักษณ์ จักร ดังกล่าวมีอานุภาพในตัวเองสถานที่ที่จักรไปประทับ จะเกิด พลังอำนาจของการมีชีวิตขึ้น และแสดงการมีชีวิตนั้น เป็นวงรอบไม่สิ้นสุด จึงมักเรียกกันว่า “วัฏฏะจักร” การฝึกฝนจิตตานุภาพสำหรับนักฝึกจิตหรือพระโยคาวจรในแบบจักรจะต้องเรียนรู้การหมุน บางที่เรียกว่า “ปั่น” จิต ซึ่งในปัจจุบันมีพระอาจารย์บางท่านเรียกว่า “สมาธิหมุน” ซึ่งเป็นเพียงภาคส่วนของศาสตร์แขนงนี้ การหมุนจะแบ่งออกเป็น
รูป “จักร” รูปจักรที่เป็นลักษณะดุมล้อ เป็นการแสดงชัด ถึงการหมุน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่สำคัญของจักร ทำให้เกิดศูนย์กลางของพลังที่สามารถส่งแรงเหวี่ยงออกจาก รูปลักษณ์ของมัน ไปสู่ สิ่งรอบข้าง สามารถเหนี่ยวนำ ผู้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจากตรีรัตนะศรีวัตสะ ก็จะมีอานุภาพ ผดุงสุขภาพ เกิดแรงเหวี่ยงภายใน เช่นเดียวกับวิทยาการสมัยใหม่ที่สร้าง สิ่งที่เรียกว่า “พลังสกาลาร์” ขึ้น รู้จักกันว่าเหรียญ “ควอนตัม” สั่งสอนสืบทอด จนปัจจุบันแพร่หลายออกเป็น องค์ความรู้ที่รู้จักกันในชื่อว่า “พลังเรกิ” จักร เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง โดยความเปลี่ยนแปลงนั้นนำไปสู่ความเจริญ มนุษย์ปุถุชน หรือทุกจิตวิญญาณ ที่มาเกิดบนโลกใบนี้ ก็คือ นักแสวงหา นักเดินทาง เพื่อค้นหา ว่า เกิดมาทำไม ? เราเป็นใคร? และจะทำสิ่งใด? การตอบปัญหาทั้งสามได้ ต้องผ่านการเรียนรู้ที่ยาวนาน จึงต้อง มายังสถานแห่งการเรียนรู้ คือสังสารวัฏแห่งนี้ จักรแห่งจิตวิญญาณย่อมดำเนินการหมุนไปไม่หยุดยั้ง เรื่องของจักรในเชิงศาสตร์ทางจิต มีความลึกซึ้ง สามารถใช้ได้หลากหลาย ตราประทับรูปจักร ย่อมแสดงว่ามีพลัง ในการควบคุมสิ่งต่างๆให้อยู่ในอำนาจ อย่างยาวนานไม่สิ้นสุด หากวัฏฏ(จักร) ของสิ่งนั้น ยังคงอยู่ การหมุนย่อมเกิด การตกผลึกของสิ่งต่างๆทำให้บริสุทธิ์ขึ้น
จักรโดยสังเขปจะกล่าวแต่เพียงนี้ สำหรับสัญลักษณ์อีกประการ ก็คือ ตรีรัตนะ ซึ่งมาจาก “ตรี” หมายถึง จำนวนสาม และ “รัตนะ” หมายถึงแก้วมีค่า สิ่งประเสริฐ หากแปลความตรีรัตนะก็ คือ แก้วมีค่าทั้งสามหรือ สิ่งที่ประเสริฐทั้งสาม ชาวพุทธคงคุ้นเคยกับคำว่าพระรัตนตรัย ที่หมายถึงองค์ประกอบสำคัญการเป็น พุทธศาสนา ใช้เป็นนัยแสดงสิ่งสูงสุดที่ชาวพุทธควร บูชาเป็นสรณะ ที่มาของ ระหัสสามก็คือ ตัวมนุษย์นี่เอง เป็นความสากลที่ใช้รหัสสามเป็นการแสดง เรื่องจิตวิญญาณ ไม่ใช่แต่ศาสนาพุทธเท่านั้น รหัสสามแท้จริง คือการเข้าสู่จิตสำนึกสูงสุด คือบอกให้สำนึก ถึงจุดเริ่มต้น(เรามาจากไหน) จุดกึ่งกลาง (เราคือใคร) จุดสุดท้ายคือ (เราจะทำอะไรหรือไปไหน) การดำรงอยู่ของมนุษย์ หรือจิตวิญญาณทุกรูปธรรมเปรียบเสมือนนักเดินทางคือ ต้องหา จุดเริ่มต้น และการสิ้นสุดการเดินทางให้เจอ การแสวงหาความรู้ หรือศาสตร์ใดใดไม่มีประโยชน์เลยถ้าไม่สามารถนำไปใช้ ให้ ถึงที่สุดการแสวงหานั้น
ตรีรัตนะ คือ ระหัสสามที่อาจแสดงความเกี่ยวพันเป็นหนึ่งเดียว กันด้วยสามง่าม หรือ ตรีศูล หลักฐานแสดงความเก่าแก่ ของการใช้สัญลักษณ์นี้ก็คือ ลูกปัดโบราณที่มีอายุนับพันปี นายแพทย์ บัญชา พงษ์พานิช ผู้สะสมค้นคว้าเกี่ยวกับลูกปัดโบราณได้แสดงทัศนะลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (๓) ร่องรอยสำคัญของการสืบค้นหาสุวรรณภูมิคอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัดวันที่๒๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ปีที่๓๒ ฉบับที่ ๑๑๓๙๗ มติชนรายวันว่า
“ .....ในหนังสือเล่มเดิม Early Indian Symbols : Numismatic Evidence ว่าด้วยสัญลักษณ์โบราณของอินเดียจากหลักฐานบนเหรียญตราของ Dr.Savita Sharma ตีพิมพ์ที่กรุงเดลีเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓ ระบุว่าตัวอักขระพราหมี "มะ" นี้ละม้ายมากกับ สัญลักษณ์ทอรีน "Taurine" ที่นิยมใช้ในอินเดียสมัยโบราณ ด้วยรูปลักษณ์คล้ายกับการประสมของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ในทำนอง สุริยันและจันทรา (combination of Sun and Moon) อันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ซึ่งสัมพันธ์กันกับภาพโคนนทิและภูเขาที่มีเสี้ยวเดือนประดับอยู่ ซึ่งหมายถึงเอกองค์พระศิวเทพในศาสนาพราหมณ์โบราณ โดยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นร่องรอยการเคารพสุริยันและจันทราอันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในทั่วทั้งโลกในสมัยโบราณเธอระบุว่า "พระอาทิตย์" นั้นถือเป็นบุรุษมหาเทพสูงสุดเสมือน "องค์อิศวร" หรือ "อาทิพุทธะ" ในขณะที่ "พระจันทร์" นั้นเสมือนเทพีแห่งสรรพสิ่งในธรรมชาติ "ปรารถนา" "ธรรมะ" และ "สังฆะ" รังสรรค์ซึ่งธาตุทั้งห้าอันรวมถึงมนุษยชาติและจักรวาลการนำสัญลักษณ์ "สุริยัน-จันทรา" อันไม่ได้แสดงเพียง ๒ สิ่งสูงสุดเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการประสานพลังกันของ 2 ด้านเข้าด้วยกันจึงเป็นประเด็นสำคัญ ยิ่งกว่านั้นเธอยังเสนอต่อไปถึง "Taurine Symbol" ซึ่งเป็นภาพของ "หัวพระโคกับเขาคู่"
ที่มีพบในอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุโบราณสมัยโมเหนโชดาโรนั้นน่าจะหมายถึงปศุปัตินาถหรือมหาแห่งมวลสัตว์ (Pasupati, the lord of beasts) ในศาสนาโบราณ โดยทิ้งท้ายไว้อีกว่าสัญลักษณ์แห่ง "สุริยัน-จันทรา" นี้ยังละม้ายเหมือน สัญลักษณ์แห่งจักรราศีพฤษภ (the Zodiacal sign "Taurus") ของโลกกรีกโบราณที่แทนด้วยภาพศีรษะและเขาคู่ของพระโคเช่นกันDr.Savita Sharma เสนอว่า ชะรอยรูป "สุริยัน-จันทรา" ที่มาละม้ายคล้าย "อักขระ มะ" "Taurine Symbol" และ "the Zodiacal sign Taurus" ของทั้งอารยธรรมโมเหนโชดาโร อินเดียโบราณ และกรีกโบราณ แล้วสานต่อมาเป็นรูป "นนทิบาท" และ "ตรีรัตนะ" นี้ น่าจะอยู่ในสายการวิวัฒน์ของรูปสัญลักษณ์เหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงสัญลักษณ์ "ตรีศูล" ของทั้งพระศิวะและวิษณุเทพด้วยกับยังบอกอีกด้วยว่าไม่เพียงแต่ศาสนาพราหมณ์และพุทธเท่านั้นที่เคยร่วมใช้สัญลักษณ์นี้ ยังมีศาสนาเชนหรือไชนนะ ซึ่งใช้สัญลักษณ์ตรีรัตนะหรือนนทิบาทอย่างแพร่หลาย ด้วยความหมายถึงหลักพื้นฐาน๓ ประการ คือ สังโยคญาณ (การรู้ชอบ-samyaka jnana), สังโยคจริต (การปฏิบัติชอบ-samyaka charitra) และสังโยคทัศนะ (การเห็นชอบ-samyaka darsana) และได้หมายเหตุไว้ว่าในยุคสาญจีและภารหุตนั้น สัญลักษณ์ตรีรัตนะนี้ยังมีความหมายถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยลูกปัดตรีรัตนะ" นี้ มีวิวัฒนาการสืบเนื่องกันมาแต่โบราณของมนุษยชาติ โดยหมายเอาสิ่งเคารพบูชาสูงสุดของมวลมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยและบริบทเป็นที่หมาย ตั้งแต่พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระโค-พฤษภ จนกระทั่งพระรัตนตรัย-ไตรรัตนะ...”
ตรีรัตนะ ปรากฏ ในดินแดนสุวรรณภูมิมากว่า พันปีแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนามาเนิ่นนาน ซึ่งท่านพุทธทาส อินทปัญโญ ปราชญ์ทางพุทธศาสนาของโลก ก็ได้แสดงทัศนะที่ท่านเห็นความสำคัญของ ตรีรัตนะ แม้เป็นคำเก่า แต่เมื่อนำมาใช้ คนใหม่ไม่คุ้นเคยเลยกลายเป็นคำใหม่ ท่านคิด คำ ที่ว่า “ตรัรัตนะศาสตร์สากล” ขึ้นใช้ในการเผยแพร่ศาสนาเข้าสู่คนยุคใหม่ ได้แสดงความหมาย โดยนัยต่างๆ ว่าเป็นที่รวมหัวใจของทุกศาสนา(สันติ)และ การได้อานุภาพเหล่านั้นมาเป็นมงคลด้วย
ธรรมะ เป็น ธรรมชาติ เป็นของสากล ความจริงไม่ใช่ลิขสิทธิ์ ของศาสนาใดใด ที่จะอ้างว่าเป็นของตน เพราะมีมาก่อนพระศาสดาซึ่งเป็นเพียงผู้ค้นพบแล้วนำมาสื่อสอนในรูป แบบต่างๆเท่านั้น สัญลักษณ์เป็นภาษาหนึ่งที่ใช้สื่อธรรมะ ซึ่งแน่นอนย่อมได้รับพลานุภาพจากพระศาสดาเหล่านั้นด้วย
คำว่า “ตรีเอกานุภาพ” ที่ท่านพุทธทาสใช้นั้นเป็นการเสนอแนวคิดเชิงปัญญาที่แยกส่วนประกอบของอุดมคติ ออกเป็นสามส่วน ซึ่งทั้งสามส่วนนั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน หลักของความเป็นหนึ่งเดียวที่เรียกว่าเอกภาพ นั้นปรากฏในทุกศาสนา ที่ต้องการ การมองสู่อุดมธรรมสูงสุด แต่การจะเข้าถึงนั้นอาจเป็นการยากสำหรับบางคนจึง อธิบาย ลักษณะนั้นออกเป็นภาคส่วน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า แต่ละภาคส่วนนั้นแยกจากกันอย่างเด็ดขาด เป็นการเสนอมุมมองในแบบวิเคราะห์ คือการแยกพิจารณาทีละส่วน เมื่อความเข้าใจแต่ละส่วน เมื่อ ความเข้าใจนั้นปรากฏ อย่างแจ่มแจ้งก็พิจารณา รวมกลับ เป็นความเข้าใจในแบบองค์รวมเป็นการตกผลึกทางความคิด สู่ภูมิปัญญาใหม่ที่พ้นจากกรอบความคิด เดิม แต่ก็ มีพื้นฐาน จากสิ่งที่มีอยู่เดิม หลายศาสนาใช้ “ตรีเอกภาพ” ในการอธิบายสิ่งสูงสุด หรือ อุดมคติ ของตน เช่น ศาสนาพุทธ ก็มี ตรีรัตนะ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศาสนาคริสต์ใช้คำตรีเอกภาพที่แสดงความเป็นสิ่งสูงสุดในสามสถานะคือ พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณ ... พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งใน สามแห่งตรีเอกานุภาพ ซึ่งที่แท้จริง หมายถึง พระเจ้าองค์เดียวกัน ศาสนา ฮินดู แสดงความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าสูงสุด ที่แสดงภาคของพระองค์ ออกเป็น พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ เรียกว่า ตรีมูรติ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าศาสนา ใดจะแสดงอุดมคติของตนแบบใด ก็ยังถือว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องเดียวกันอยู่นั่นเอง ก็ คือ แสดงความเป็นมนุษย์ ที่ใฝ่หาการเติมเต็มให้ จิตวิญญาณของตนเอง ตรีเอกภาพ ตรีรัตนะ ก็คือ คำตอบของหนทางที่มนุษย์ เหล่านั้นจะใช้ค้นหา สิ่งที่ตนแสวงหา ที่ใช่วัตถุ แต่เป็นความรู้สึกที่สมบูรณ์ และความไม่ขาดตกบกพร่อง
สัญลักษณ์ของตรีรัตนะ ได้รับพลังแห่งความอุดมทัศนะจากเหล่าศาสดา นักบวช ผู้ทรงจิตตานุภาพ ใน จารีตศาสนา ที่มีคติ สามรวมเป็นหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีพลานุภาพสูงส่งในตัวเอง จึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ใช้แสดงความเป็นสิ่งสูงสุด เหนือกว่าสิ่งใดใด มีอำนาจในการชำระล้างหรือ กำราบสิ่งที่เป็นปฏิภาคได้อย่างเด็ดขาด และไม่มีอะไรเทียบเทียมได้ พลังอำนาจสูงสุดจาก ตรีเอกภาพนี้ จะแสดงออกด้วยรูปลักษณ์ แบบตรีศูลหรือสามง่าม ตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือ มีที่มาจากทอรีน “tourine” ซึ่งเป็นการประสมระหว่าง แสงสว่าง กลางวัน(พระอาทิตย์) และแสงสว่างกลางคืน (พระจันทร์) อันหมายถึงแสงสว่างในแสงสว่าง ที่จีนเรียกว่า ?หมิง แปลว่า แสงสว่าง มาจาก ?+? (sun+moon) ความหมาย แบบไทยก็คือ เจริญรุ่งเรืองดังแสงสว่าง ก็คือ โรจน์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ราชวงศ์พระร่วง แต่ครั้ง กรุงสุโขทัยนั่นเอง ในทางอำนาจ ตรีรัตนะ ในฝ่ายฮินดู เทียบกับ ตรีศูล เทพอาวุธของพระศิวะด้วย .ตรีศูลเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย เป็นอาวุธประจำกายของพระศิวะ เทพเจ้าฮินดู และกล่าวกันว่าเป็นอาวุธที่ใช้ตัดพระเศียรของพระพิฆเนศวร ปลายแหลมทั้งสามของตรีศูลมีความหมายและความสำคัญที่แตกต่างกัน และมีเรื่องเล่าในศาสนาฮินดู มักมีการกล่าวกันว่าปลายแหลมทั้งสามของตรีศูลแทนตรีเอกานุภาพ- การสร้าง การรักษา และการทำลาย, อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
![]() มีความเข้าใจ ผิดๆที่ว่า ตรีเอกภาพ เป็นการหมายถึงพระเจ้าสามองค์ ซึ่งหากมอง แบบ ดั้งเดิมต้นเค้าความคิดก็จะพบว่า เป็น การแสดงวิธี การเพื่อเข้าถึงพระเจ้าหรืออุดมคติสูงสุดที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกัยบพุทธศาสนา ที่ไม่สามารถแบ่งเอา รัตนะใดรัตนะหนึ่งออกจากพระรัตนตรัยโดยเด็ดขาด ตรีรัตนะ จึงเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่นำมาใช้แบบ รหัสจักรวาล ที่แสดงความสูงสุดและความรุ่งเรือง ในศาสตร์ มายิกของประเทศเยอรมัน สัญลักษณ์โบราณแบบหนึ่งที่เรียกว่า กิลล์ มีลักษณะคล้าตรีรัตนะ สองอันต่อกัน เป็นสัญลักษณื แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย เชื่อว่า ไปปรากฏอยู่ที่ใด ที่นั้นจะมั่งคั่งร่ำรวย ความศักดิ์สิทธิ์ ของสัญลักษณ์นี้แบบตราประทับจิต คือแค่เห็นหรือนึกถึงก็เกิดอานุภาพ ทำให้ร่ำรวย สัญลักษณ์ตรีรัตนะยังทำให้นึกถึง วัชระเทพศาสตราของสักกะเทวราชด้วย ในทางพุทธศาสนา ใช้สัญลักษณ์ของวัชระ แสดงนัยของสภาวธรรมหลากหลาย วัชระ แปลว่า เพชร หมายถึงแข็งแกร่งคมกล้า และสว่างสุกใสดังเพชร ซึ่ง ความหมายโดยนัยหนึ่งที่สื่อแสดงก็คือ “พุทธิปัญญา” หมายถึงปรีชาญาณหยั่งรู้เท่าทันสภาวธรรมต่างๆ จนสามารถเข้าใจต่อมายาที่เกิดขึ้นล่อลวงจิต และ สามารถตัดทำลายความเห็นผิดต่อมายา เหล่านั้นได้ ในพุทธศาสนา ความเชื่อแบบมหายาน ใช้วัชระ แสดง พลังอำนาจที่ไม่อาจต่อต้านด้วย วัชระที่เห็นเป็นสามงาม หรือ ตรีรัตนะ สี่ทิศ รวมง่ามได้สิบสองยังแสดงถึงรหัสการโคจรของจักรวาลด้วย ก็คือ ราศีทั้ง๑๒หรือรหัสตรีนิสิงเหนั่นเอง การตัดทำลายมายาก็คือ การเข้าใจ ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต โดยมีจิตใจ เหลืออยู่เฉพาะปัจจุบันขณะเท่านั้น แบบที่ว่า ไม่ใฝ่ใจอดีต ไม่ถวิลหาอนาคต จะพบสุขในปัจจุบัน เรื่องที่กล่าวมานี้แม้จะดูไม่ยุ่งยากซับซ้อน แต่มีผู้ที่ตั้งใจทำจริงๆน้อยกว่าน้อย รหัสตรีรัตนะ หรือรหัสสามก็คือการเรียนรู้เพื่อพบตัวตนของจิตวิญญาณที่แท้จริงนอกจากตรีรัตนะจะสื่อแสดงถึง สิ่งสูงสุดของอุดมคติ ก็ยังหมายถึงภาวะความสมดุลทางอารมณ์ด้วย ในแง่มายิก นั้น๓ หรือสามเหลี่ยม เป็นรหัสแห่งธาตุไฟ หรือแสงสว่าง นับว่าเป็นธาตุเดียวในสี่ธาตุ(ดินน้ำลมไฟ) ที่ไม่ใช่สสาร แต่ เป็นพลังงาน โดยเป็นผู้สร้างสรรค์ และทำลาย ไปในตัว(เกิด-ดับ) เป็นตัวประสาน และแยกธาตุทั้งหลายออกจากกัน ถือเป็นเรื่องของอิทธิฤทธิ์ และพลังอำนาจโดยตรง ซึ่ง เครื่องหมายตรีรัตนะ ที่สร้าง แจกให้สมาชิกนี้ก็ขอกล่าวถึงอานุภาพ เนื่องจากมีผู้สอบถามมามากว่า สร้างขึ้นมาทำไม และมีพลังอำนาจจริงหรือ? กับทั้งขีดความสามารถที่ทำได้ เมื่อเทียบกับเครื่องรางของขลังแบบปกติ ซึ่งต้องขอบอกว่า “ตรีรัตนะศรีวัตสะ” ไม่ได้ต้องการสร้างเป็นเครื่องรางของขลัง แต่เป็นการ ใช้พลังสถิตของจักรวาล ในศาสตร์โยคะโบราณ ที่เรียกว่า สังยม กำหนดสร้างสนามพลังงานขนาดใหญ่ในรูปตรีรัตนะฯขึ้นในแบบ สมองกลพลังงาน ผู้ที่มีตรีรัตนะศรีวัตสะ เพียงมองอย่างเบาๆ ไม่เคร่งเครียด และกำหนด ภาพของตรีรัตนะฯนี้ ขึ้นในมโนทัศน์ ก็จะรู้สึกถึงคลื่นพลังสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ปรากฏ ที่บริเวณ ก้านสมองหรือ บริเวณท้ายทอยของตนเอง การรับรู้ถึงพลังงาน ด้วยตนเองนี้แสดงถึงศาสตร์ชั้นสูงที่สร้างสิ่งนี้ขึ้น โดยไม่ได้เป็นวัตถุเครื่องราง แต่อาศัยวัตถุ เป็นรหัสนัยนำพา มนุษย์สู่ พลังอำนาจที่เหนือกว่าเครื่องรางของขลังใดใด ตรีรัตนะศรีวัตสะ ไม่ใช่เครื่องรางของขลังประเภท ยิงไม่เข้าออกฟันไม่เข้า แต่มันเป็นยิ่งกว่า ที่สามารถยกระดับจิตวิญญาณผู้สวมใส่ เพียงแค่นำมาไว้ใกล้หทัยวัตถุหรือหัวใจ ก็จะส่งพลังงาน อย่างต่อเนื่องทำให้กระแสประสาท ดีขึ้นผู้สวมใส่ โดยจะเริ่มพัฒนาศักยภาพภายใน ขึ้นทีละน้อยๆ จนเป็นผู้เรืองจิตตานุภาพในที่สุด ซึ่งการเป็นผู้เรืองจิตานุภาพในที่นี้ ก็คือ การทำให้ความคิดเกิด เป็นจริงขึ้น!!! ซึ่งจะปรากฏอย่างเด่นชัดขึ้นทีละน้อยซึ่งจะเป็นปฏิภาคสัมพันธ์กับการ เชื่อมต่อ หรือ การสร้างมโนทัศน์ ต่อตรีรัตนะศรีวัตสะ
|