การเชิญครู และการเบิกเนตร
      การทำรูปเคารพที่เป็นองค์ครูนั้นในขั้นตอนการเชิญครูนั้นจะทำตอนเริ่มเตรียมงานเลยทีเดียวเรียกว่าเริ่มตั้งแต่คิดว่าจะสร้างแน่นอนแล้วจะบวงสรวงเพื่อบอกให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของครูท่านนั้นๆรับทราบและอำนวยความสำเร็จ ราบรื่นตลอดการจัดสร้าง เครื่องบูชานั้นนิยมจัดตามประเพณีคือมีหัวหมูบายศรีเครื่องกระยาบวด แต่ในบางสำนักอาจเว้นปาณาติบาตจะจัดของมังสวิรัติก็ได้แต่ที่ต้องมีคือพานบูชาครู บางทีเรียกขันครู บายศรีหนึ่งคู่(ปากชาม)ซึ่งจะขาดไม่ได้เป็นประเพณีมาแต่โบราณกาลแล้วการประกอบพิธีกรรมใดใดต้องมีบายศรีปากชามเสมอส่วนจะประดิษฐ์บายศรีที่ต่อเป็นพุ่มสวยงามอย่างที่เรียกว่า บายศรีเทพ บายศรีพรหม นั้นไม่หวงไม่ห้ามกันตามมติอาจารย์ผู้สร้าง สำหรับเรื่องบายศรีนี้คิดว่าน่าจะมีเฉพาะในทางสุวรรณภูมิเราเพราะพราหมณ์อินเดียที่เราเข้าใจว่าไปรับเอาวัฒนธรรมทางพิธีบวงสรวงมานั้นเขาจะไม่ใช้บายศรีครับ แต่เขาจะใช้ มะพร้าวปอกกับใบมะม่วงห้าใบใส่ครอบ(หม้อ)น้ำซึ่งเราอาจจะบอกว่าเป็นบายศรีแขกก็ได้ ตัวบายศรีปากชามนี่ต้องใส่ข้าวและใช้ไข่ต้มสุกเป็นยอดบางคณะที่เคร่งเรื่องมังสวิรัติอาจเปลี่ยนเป็นดอกไม้แทนก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการเชิญครูเรามาดูเครื่องบูชาครูที่ควรทราบเผื่อว่าอาจมีศรัทธาจัดไว้บูชาเป็นการส่วนตัวที่บ้านก็ได้ไม่หวงไม่ห้ามครับเป็นมงคลเพราะพุทธธรรมที่เรียกว่ามงคลสูตรก็ยกย่องว่า “การบูชาผู้ที่ควรบูชาเป็นมงคลอย่างหนึ่ง”

       เครื่องบูชาที่ว่านี้เรียกพานครูหรือขันครู ซึ่งมีการเข้าใจผิดไข้วเขวกันไปเป็นเรื่องทรงเจ้าเข้าผีไป เรื่องขันครูพานครูนี้เป็นเครื่องสักการะที่คนโบราณท่านกำหนดไว้เป็น อามิสบูชา ประเพณีนี้จะถือมั่นในสายพวกเรียนไสยศาสตร์ แต่ความจริงโบราณนั้นถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งเป็นการให้ความเคารพ อย่างจะไปนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ ทำบุญบ้าน ก็ต้องจัดดอกไม้ธูปเทียน เป็นเครื่องบูชาไปกราบเรียนนิมนต์ท่าน ตรงนี้โบราณท่านเรียกว่า “แต่งขันธ์” ซึ่งมีนัยว่า ให้กระทำการด้วยความนบนอบบูชาด้วยกาย-วาจาและใจซึ่งแสดงออกมาเป็นตัวเราตามที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า “ขันธ์ห้า”นั่นเอง คือใช้ชีวิตและจิตวิญญาณให้ความเคารพซึ่งปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายว่าประเพณีนี้ภาคกลางเราจะน้อยถอยลงแต่ที่พบเห็นชัดเจนยังรักษาวัฒนธรรมนี้อย่างแน่นแฟ้นคือภาคอีสานและภาคเหนือที่เวลาจะเข้าวัดไปนิมนต์พระหรือทำกิจใดต้องมีดอกไม้ธูปเทียนใส่จานบ้างพานบ้างตามหาได้ไปสักการะพระสงฆ์ที่จะเข้าไปด้วยเสมอ อันนี้เป็นการปลูกฝังความดีงามครับไม่ควรละเลย ผู้เขียนเองมีพระสงฆ์ท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ท่านเป็นผู้ที่เคร่ง ครัดในเรื่องนี้มากหากผู้ใดไปหาท่านแล้วไม่จัดเครื่องบูชาที่ถูกต้องท่านจะตำหนิและอาจไม่ให้พบด้วยซ้ำจนมีบางคนที่ไม่เข้าใจประเพณีนี้ กล่าวว่าตำหนิท่าน ไม่น่าติดเรื่องนี้เลย เมื่อมีเวลาสอบถามท่านดูท่านก็ตอบอย่างน่าคิดว่า “ก็พวกเขาเหล่านั้นเข้าวัดมาดอกไม้สักกำยังไม่นำมาจะเเน่ใจได้อย่างไรว่ามาด้วยความเคารพที่แท้จริง สิ่งเหล่านี้มิใช่เหลือวิสัยที่จะจัดหา ฉันไม่ติดยึดหรอก แต่หากคนมาไหว้เราที่เป็นตัวแทนพระสงฆ์เเล้วเขาสักแต่ว่าทำ ไม่ทำด้วยความเคารพ เราจะให้ธรรมะที่เป็นของประณีตแก่เขาได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะสอนคนที่ไม่เคารพเราได้ หากผู้ที่จะรับคำสอนที่เรียกว่าศิษย์จะทำตัวเสมอครูการเรียนการสอนจะทำได้อย่างไร ธรรมดาน้ำ(ความรู้)ย่อมไหลจากที่สูงไปที่ต่ำกว่าฉันใดก็ฉันนั้น แม้พระศาสดาผู้ทรงคุณประเสริฐยังต้องทรมานบุคคลที่มีทิฏฐิให้ละเสียก่อนจึงประทานพุทธโอวาทให้”

      เครื่องบูชาที่เรียกว่า พานครูหรือขันครูนั้นอาจมีมติที่แตกต่างออกไป ตามท้องถิ่นหรือสำนักใดจะกำหนดขึ้นแต่ที่จะนำมากล่าวนี้เห็นว่าหาได้ง่ายสะดวกไม่มีความยุ่งยากและเห็นว่าเรียบร้อยดูงามดี

      พานครู ขันครูที่จัดควรมีดังนี้ หมากพลูที่จีบแล้วเป็นเรียกเป็นคำจัดให้ครบห้าคำ (คือหนึ่งคำประกอบด้วยพลูที่ทาปูนแล้วม้วน หมากผ่าพอคำหนึ่งชิ้น) ยาฉุน เทียนขาวเล่มขนาดน้ำหนักละสลึงห้าเล่ม ธูปห้าดอก ดอกไม้นิยมดอกไม้ขาวถ้าหาไม่ได้ใช้ดอกไม้อะไรก็ได้หาให้ครบห้าดอก เงินกำนล(อ่านว่า กำ-นน)เรียกเเบบนี้บางทีเรียกค่ายกครู คิดเป็นอัตราหก เช่น หกสลึง หกบาท สิบสองบาท สามสิบหกบาทเป็นอัตราตรงนี้ไม่แน่ไม่นอนแต่นิยมกันที่หกบาทมีความหมายถึงบูชาด้วยอายตนหก(หูตาจมูกลิ้นกายใจที่หมายเอาในทางวิปัสสนาว่าเป็นช่องทางให้จิตรับรู้จากภาวะภายนอก ส่วนมติอื่นๆลองพิจารณาเห็นว่าไม่เข้าทางจึงขอเว้นเสียไม่กล่าว)ผ้าแดงผ้าขาวอย่างน้อยต้องยาวหนึ่งคืบ บางสำนักเล่นขอกันเป็นพับเลยอันนี้ขอให้ใช้วิจารณญาณเอาเอง โดยนัยผ้าแดงนั้นท่านหมายเอาครูที่ท่านละสังขารเสียชิวิตแล้วเรียกว่า “ครูตาย” ส่วนผ้าขาวใช้แทนคุณครูที่มีชีวิตอยู่เรียก “ครูเป็น” คุณครูทั้งสองประการนี้เป็นผู้ถ่ายวิชาการมาสู่เรา ยังมีคำเรียกครูอีกแบบหนึ่งที่ควรรู้คือ “ครูปาธิยาย”นั้นมีความหมายถึงบุคคลหรือสิ่งใดก็ได้ที่เรายกย่องให้ท่านเป็นครูของเรา ครูปาธยายจึงเป็นครูที่เราตั้งให้หรือยึดถือว่าเป็นผู้ถ่ายวิชาให้เรานั่นเอง ในสมัยโบราณจะเรียกการสอนวิชาให้ว่า “ถ่ายวิชา” คือการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งความรู้ในสมัยโบราณจึงยึดถือเสมือนทรัพย์มีค่าที่เป็นมรดกตกทอดผู้ที่เป็นศิษย์จึงเสมือนทายาท

      สำหรับหมากพลู ยาฉุน ดอกไม้ ธูป เทียนนั้นอาจทำกรวยใบตองใส่ เรียก “กรวยครู” อันนี้เป็นพื้นฐานนะครับแต่หากเป็นวิชาที่มีการเรียนเฉพาะเรื่องราวก็อาจมีขั้นตอนและเครื่องบูชาครูแตกต่างออกไปเช่น ใช้หนังทำเป็นกรวยก็มีอย่างวิชาบางประการของทางเหนือเห็นเขาทำกรวยหรือ สวยนั้นเป็นหนังเรียก “สามสวยหนัง” ซึ่งมักเป็นวิชาไสยศาสตร์ทางข่ามคงเสียโดยมาก

      การจัดพิธีกรรมใดใดถือว่าขันธ์ครูหรือพานครูเป็นเสมือนหนึ่งองค์แทนครูต้องจัดทำทุกครั้งบางท่านนิยมจัดเป็นพานครูหรือขันครูบูชาประจำที่หิ้งพระ เลยก็ว่าบางทีอาจจัดพานเพิ่มอีกชุดนัยว่าเป็นการขอสมาลาโทษหากทำผิดประมาทพลาดพลั้งไปอาจโดนแรงครูทำเอาให้เจ็บไข้ได้ป่วยหรือเดือดร้อนซึ่งเรียกอาการแบบนี้ว่า “ต้องแรงครูเพชฉลูกัน” ซึ่งต้องขอสมาลาโทษและต้องทำน้ำมนต์ธรณีสาร ด้วยโองการมหาเย็นจึงจะหาย แต่ก็มีบางรายที่ปรามาสครูแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ต้องเสียสติก็มี เรื่องนี้ปรากฏให้เห็นอยู่แม้ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลโยโลกวิทยาศาสตร์ก็ตามสำหรับเรื่ององค์ครูเพชฉลูกันนั้นมีคติที่เเตกต่างกันหลายอาจารย์ โดยราชบัณฑิตยสถานได้กำหนดไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ว่า คือ “พระวิษณุกรรม” ที่เป็นครูช่างเป็นมติที่ยึดเป็นมาตราฐานที่ทางการยอมรับแต่ลัทธิไสยศาสตร์มีความเชื่อที่แตกแขนงแยกออกไปอีก

การเบิกเนตร

      เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่กระทำเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ใน เศียรครูหรือรูปสักการะที่กระทำขึ้นในชั้นเดิมแรกมาจากศาสนาพราหมณ์ พบในอาณาจักรขอมโบราณ อย่างในสมัยของ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๘ ก็มีการบันทึกว่าได้สร้างรูปเคารพของพระองค์เอง แล้วทำการเบิกเนตรหรือเชิญทิพยอำนาจมาสถิต โดยนัยคติที่เชื่อว่ากษัตริย์ทรงเป็นองค์แทนเทวะผู้ทรงมหิทธานุภาพเสด็จลงมาปกครองมวลมนุษย์ เรียกพิธีกรรมนั้นว่า “อุณมิลิต” ที่มีความหมายถึงความศักดิ์สิทธิ์หรือทิพยอำนาจ ซึ่งถูกนำมาเป็นชื่อของวารสารฉบับนี้นั่นเอง ประเพณีการอุณมิลิต นั้นจะต้องกระทำด้วย ปุโรหิตที่ทรงไตรเภท คือรอบรู้ในสรรพวิทยาและสามารถบำเพ็ญจิตเข้าถึงทิพยอำนาจขั้นสูงที่ละเอียดอ่อนในจักรวาลได้เรื่องราวการอุณมิลิตถูกบันทึกในมหาปราสาทตาพรหม บางส่วนปรากฏในรูปสลักเรื่องราวในปราสาทขอมสำคัญๆอย่างปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทโบราณที่สด๊กป๊กทม เรื่องการอุณมิลิตวัตถุให้มีความศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน เพราะต้องเข้าใจและใช้จังหวะของธรรมชาติให้เหมาะสมซึ่งแตกต่างจากการปลุกเสกหรืออธิษฐานจิตของพระเกจิอาจารย์ที่กระทำกันทั่วไปในปัจจุบัน เท่าที่ค้นคว้าเรื่องนี้พบว่ามีผู้กระทำอุณมิลิตได้ไม่ถึงห้าคนเท่านั้นและเป็นการยากที่จะได้วัตถุมงคลที่ผ่านการอุณมิลิตวิธีจึงเว้นไม่ขอกล่าวในรายละเอียดการอุณมิลิตนี้เป็นที่มาของพิธีการเบิกเนตรซึ่งเข้ามาในวิถีวัฒนธรรมโดยศาสนาพราหมณ์ ต่อมาเมื่อมีการยอมรับพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติจึงมีการปรับเปลี่ยนมนต์คาถาหรือ การอ้างอิงความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธานุภาพมาเป็นองค์ประธาน แต่ต้องทำความเข้าใจว่าในปรัชญาแก่นแท้ของพระพุทธศาสนานั้นได้พ้นเรื่องราวเหล่านี้แล้วเพราะมุ่งต่อการพ้นโลกคือโลกุตรธรรมเป็นหลักใหญ่ จึงควรเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนเพื่อการเรียนรู้ที่ถูกต้องไม่สับสนปนเปกัน มิเช่นนั้นอาจเกิดความเข้าใจผิดอย่างพุทธศาสนามหายานที่รับเอาปรัชญาพราหมณ์เข้าปะปนจนทำให้เข้าใจว่าเป็นความรู้ของพุทธศาสนาโดยแก่นแท้ ทำให้ปัจจุบันการแยกสารัตถะของพุทธธรรมเป็นเรื่องที่สับสนและเกิดการแยกลัทธิพิธีกรรมกันออกมาอย่างมากมาย

      ในส่วนเรื่องเศียรครูนั้นมีการเบิกเนตรเป็นพิธีกรรมสำคัญประการหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ โดยเศียรครูที่ทำขึ้นนั้นต้องเข้าใจก่อนว่าต้องมีขั้นตอนการทำแตกต่างจากหัวโขนละครที่ใช้การทั่วไปจึงไม่ใช่การเลือกซื้อหาหน้าโขนที่ขายกันอยู่ทั่วไปมาใช้เพราะในสมัยโบราณนั้นนั้นเคร่งครัดพิธีกรรมตั้งแต่การกำหนดฤกษ์ มวลสาร ในการขึ้นหุ่นดินและนิยมกระทำเริ่มต้นในวันครู คือพฤหัสบดี เป็นวันลงมือปั้นหุ่นดิน โดยถือเคล็ดว่าควรขึ้นหุ่นดินนั้นหลังจากบวงสรวงให้เสร็จในวันเดียว จึงต้องเตรียมการให้พร้อม และเมื่อขึ้นหุ่นเสร็จต้องรอให้ดินหมาดน้ำประมาณสองถึงสามวันจึงปิดกระดาษที่อาจเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ด้วยการลงอักขระอาคมตามความเชื่อถือ และเมื่อปิดกระดาษเสร็จยังมีเคล็ดว่า ให้ปล่อยกระดาษที่ปิดนั้นให้แห้งเองห้ามอังไฟหรือผึ่งแดดเหมือนหัวโขนทั่วๆไป ในสมัยปัจจุบันนิยมทำหุ่นด้วยปูน พลาสเตอร์หรือซีเมนต์ทำให้ถอดพิมพ์ได้หลายครั้งจึงไม่ค่อยเห็นพิธีกรรมแบบนี้ในปัจจุบันให้พบเห็นบ่อยนักหากใครได้เศียรครูที่ทำถูกต้องก็นับว่าเป็นวาสนาประการหนึ่งที่ได้ของมงคลที่สืบทอดภูมิปัญญาโบราณที่ทรงความศักดิ์สิทธิ์ ช่างทำหัวโขนเสร็จเรียบร้อย แล้วจะต้องมีพิธีเบิกพระเนตรหัวโขน หากเป็นหัวโขนหน้าครูพระฤาษี จะต้องเตรียมเครื่องสังเวยบูชาเป็นเครื่องนอนตอง คือ มีหมูสามชั้นต้ม ๑ ชิ้น กุ้ง ปูทะเล ปลาช่อน ( นึ่งอย่างละ ๑ ตัว ) จัดใส่จานหรือพานโตก โดยจะต้องมีใบตองรองอาหารดังกล่าว จึงเรียกกันว่า “ เครื่องนอนตอง”นอกจากนี้ยังมีน้ำจิ้ม น้ำพริก และผลไม้เช่น กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน ขนุน องุ่น ชมพู่ เงาะ ส้ม เป็นต้นและบางทีมีคติเพิ่มเติมเรื่องชื่อผลไม้ที่นำมาบูชาว่าห้ามเอา มังคุด ละมุด พุทรามาใช้เนื่องจากชื่อที่มีพยางค์ว่า คุด มุด ซา ฟังดูไม่เป็นมงคลจึงเว้นเสียไม่ใช้ ถ้าหากจะเบิกพระเนตรหัวโขนหน้าพระพิราพด้วยต้องเพิ่มเครื่องนอนตองดิบ คือ หมูสามชั้นดิบ ๑ ชิ้น เครื่องในหมูดิบ กุ้งปูทะเล ปลาช่อน ( ดิบอย่างละ ๑ ตัว ) เหล้าขาว ๑ ขวด อาจเพิ่มของหวานตามแต่จะหาได้ ถ้าเป็นหัวโขนหน้าอื่น ๆ ก็ไม่ต้องจัดเตรียมเครื่องสังเวย คงมีแต่ดอกไม้ธูปเทียนเท่านั้น และในวันรุ่งขึ้นหลังจากทำพิธีเบิกเนตรหัวโขน ช่างผู้สร้างหัวโขนจะต้องทำบุญตักบาตร เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ครูบาอาจารย์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง หัวโขนใดที่สร้างเสร็จแล้วหากไม่ได้ทำพิธีเบิกเนตรถือเสมือนว่าคือ “หัวโขนตาบอด” อาจจะเกิดอาเพศภัยพิบัติขึ้นแก่ช่างผู้สร้างได้ ช่างทุกคนเมื่อทำหัวโขนเสร็จแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรด้วยทุกครั้งไปส่วนในปัจจุบันที่ทำกันเป็นจำนวนมากนั้นคงเว้นพิธีการนี้ไปซึ่งนับว่าผิดครู การเบิกเนตรโดยช่างผู้สร้างจะนำหัวโขนมาตั้งหน้าแท่นบูชาที่ได้จัดไว้ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย บูชาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ประสิทธิประสาทวิชา หากมีการจัดเครื่องสังเวยด้วยก็จะกล่าวถวายเครื่องสังเวยบูชา เสร็จแล้วจะหยิบหัวโขนที่สร้างใหม่ขึ้นจบเหนือศรีษะ แล้วใช้ดินสอดำ(ที่ผ่านการพินทุอาคมแล้ว)วงรอบแววตาดำของหัวโขนพร้อมกับท่องพระคาถาเบิกเนตรว่า

พุทธะธัสสะ สะหัสสะเนตรโต เทวินโท ทิพพะ จักขุง วิโสทะยิก
พุทธะธัสสะ สะหัสสะเนตรโต เทวินโท ทิพพะ จักขุง วิโสทะยิก
พุทธะธัสสะ สะหัสสะเนตรโต เทวินโท ทิพพะ จักขุง วิโสทะยิก
พุทธะ เนตตา ประชายะเต

ธัมมะ เนตตา ประชายะเต
สังฆะ เนตตา ประชายะเต
ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ พุทธจักขุ ธรรมจักขุ สมันเตจักขุ ทะวะยัง

       หัวโขนที่สร้างใหม่เมื่อเบิกเนตรแล้วก็สามารถนำไปใช้แสดงได้ แต่ถ้าหากจะนำไปใช้ในพิธีใหว้ครูประจำปีก็จะมีพิธีอัญเชิญครูประทับในหัวโขนที่สร้างใหม่ทุกครั้งไป โดยจัดทำเป็นพิธีพราหมณ์ในวันพุธก่อนวันพิธีไหว้ครูประจำปี จะนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพระพุทธมนต์เย็น เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์จะเป็นพิธีพราหมณ์ โดยพราหมณ์จะตั้งบายศรีต้น ๕ ชั้น หรือ ๗ ชั้น คล้ายกับการทำขวัญนาค แต่ไม่ต้องใช้ผ้าห่มบายศรีมีเครื่องประกอบบายศรีคือ กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อนหมากพลู แว่นเวียนเทียน แป้งกระแจะจันทร์สำหรับจุนเจิมเฉลิมหน้าโขน เริ่มพิธีพราหมณ์อ่านโองการชุมนุมเทวดาอัญเชิญเทพเจ้าต่าง ๆ มาในพิธีแล้วอัญเชิญเข้าประทับในหัวโขนที่สร้างด้วยใหม่ แล้วเชิญหัวโขนที่สร้างใหม่ลงมาจากโต๊ะหมู่ ถือด้วยมือซ้าย มือขวาถือเทียนหนัก ๑ ตำลึง (หนัก ๔ บาท) โดยปกติจะเรียกเทียนนี้ว่า “เทียนเฉลิมเนตร” ซึ่งโดยมากจะควั้นเทียนขึ้นเองอาจประกอบด้วยกระดาษสาลงยันต์หรือมีมวลสารเครื่องยาประกอบอย่างที่เรียกว่าเทียนอบหรือ เทียนร่ำก็ได้ทั้งนี้ต้องการให้เกิดกลิ่นที่หอมจรุงใจเสริมสร้างความศรัทธาแก่ผู้กระทำพิธี เทียนเฉลิมเนตรนี้ถือว่าเป็นของสำคัญหากไม่มีการลงอาคมที่ไส้เทียนก็มักเขียนอักขระเป็นคาถาอาคมศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเทียนอาจเป็นองค์ “นะวิปัสสี” ถือว่าเป็นสื่อเชิญความศักดิ์สิทธิต้องเลือกเทียนเนื้อดีและต้องมั่นใจว่าขณะทำพิธีนั้นเทียนไม่มีโอกาสดับลงก่อนทำพิธีดับ เป็นเคล็ดสำคัญประการหนึ่งของการเบิกเนตรก็ว่าได้เพราะยังมีความเชื่ออีกว่ากลิ่นของเทียนที่อบหัวโขนนั้นเป็นนิมิตรประการหนึ่งที่มั่นหมายเอาว่าเป็นการแสดงถึงการที่ครูอันเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาสถิตที่หัวโขนนั้นแล้วบางคนยังเชื่อว่าด้วยความศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้จะทำให้ได้กลิ่นเทียนติดที่หัวโขนตลอดเเม้ว่าจะผ่านระยะเวลานานเพียงใดก็ตามบางทีหากเกิดเหตุใดที่ “ครู” ต้องการบอกอาจสื่อกับศิษย์ก็จากกลิ่นเทียนร่ำนี้

      ในการจุดเทียน นั่งสมาธิภาวนาด้วยพุทธคุณทั้ง ๙ ว่า อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ หรือบางสำนักอาจกำหนดเป็นคาถาภาวนาเฉพาะเช่นหัวใจเทพชุมนุม หัวใจตรีนิสิงเห ฯลฯ เมื่อเห็นว่าเทียนลุกติดดีแล้วมีเคล็ดสำคัญตอนหนึ่งที่มักปิดกันคือบางแห่งจะสังเกตุดูเปลวเทียนว่า ใสสว่างและมีเปลวที่นิ่ง ยาวเเหลมขึ้น ปราศจากควันสีดำจึงนำประกอบพิธีในขั้นต่อไปที่ถือว่า องค์ครูมาปะสิทธิให้แล้ว จากนั้นเอาเทียนลนข้างในหัวโขน แล้วภาวนาว่า “ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ พุทธจักขุ ธรรมจักขุ สมันตจักขุ ทะวะยัง” โดยให้เวียนเป็นทักษิณาวัตร จากนั้นถึงขั้นตอน ดับเทียนเฉลิมเนตรโดย เป่าควันเทียนใส่หน้าหัวโขนพร้อมกับภาวนาว่า ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ ธรรมจักขุ สมันตจักขุ ทะวะยัง โดยให้เป่าเทียนดับในทันทีนั้นให้ควันเทียนต้องหน้าหัวโขน
แล้วเอาแป้งกระแจะจันทน์จุนเจิมเฉลิมหน้าโขน เริ่มพิธีพราหมณ์อ่านโองการชุมนุมเทวดาอัญเชิญหัวโขนขึ้นตั้งโต๊ะหมู่ตามเดิม เมื่อทำครบทุกหัวโขนที่สร้างใหม่แล้ว พราหมณ์หรือผู้กระทำพิธีทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียนผู้ร่วมพิธีทุกคนร่วมเวียนเทียนสมโภชเป็นอันเสร็จพิธี รุ่งเช้าจึงมีพิธีไหว้ครูประจำปีตามที่กำหนดต่อไปในกรณีนี้อาจกระทำภายหลังก็ได้เพราะหัวโขนที่ผ่านพิธีเฉลิมเนตรหรือเบิกเนตรนี้จะถือว่าทรงความศักดิ์สิทธิ์ทุกประการในแต่ละปีอาจจัดบูชาไหว้ครูประจำปี การเบิกเนตรหน้าโขนบางสำนักนำขั้นตอนการเบิกเนตรพระพุทธรูปมาประกอบก็อาจว่ากันไปตามคติของตน เพราะเป็นเรื่องที่ทำขึ้นเพื่อเสริมศรัทธาสร้างความเชื่อมั่นในรูปเคารพนั้น ในปัจจุบันมีผู้เลื่อมใสในพิธีบูชาครูกันมากแต่น้อยรายนักจะเข้าใจความเป็นมาและความถูกต้องจึงขอขยายความเพิ่มเติมถึงจารีตแต่เดิมที่กุลบุตรผู้ประสงค์ร่ำเรียนศิลปวิทยาจะต้องฝากตัวเป็นศิษย์กับ “ครู” ที่ตนศรัทธาโดยจัดพานบูชาครูไปเป็นเครื่องกำนล เมื่อครูรับเป็นศิษย์สั่งสอนความรู้จนเห็นว่า ออกงานหรือมีมาตราฐานได้ไม่เสียชื่อเสียงสำนักเรียนเเล้วจึงทำ “พิธีครอบ” ให้อันเป็นจารีตที่ครูท่านนั้นประกาศกับสาธารณะว่าศิษย์ผู้นั้นมีความรู้เบื้องต้นเข้าขั้นมาตราฐานที่ครูท่านนั้นยอมรับแล้ว หากเทียบกับปัจจุบันก็คือการรับประกาศนียบัตรนั่นเอง

       ในส่วนปัจจุบันที่เที่ยวทำพิธีครอบกันวุ่นวายเหมือนมหกรรมทั่วไปนั้นดูฟั่นเฝือที่โดยมากมักเป็นเรื่องตำหนักเจ้าเข้าทรงทำให้สาระ และจารีตของพิธีกรรมได้ถูกบิดเบือนโดยบุคคลเหล่านี้จึงต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องเพราะนานไป ที่ถูกก็จะไม่รู้และพานเข้าใจว่าผิดเป็นของถูกต้องของดีไป พิธีกรรมการบูชาครูการครอบครูนั้นเป็นกิจพิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งทั้งนัยความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ที่โบราณาจารย์ท่านกำหนดมิใช่จะเลื่อนลอยทำกันตามชอบใจจึงขอให้ใคร่ครวญใช้วิจารณญาณในการเชื่อถือ...