พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร   (พระแก้วมรกต)

ตำนานพระแก้วมรกตนั้นมีมากมายหลายตำรา แต่ตำราที่จะนำมากล่าวอ้างอิงในครั้งนี้จะใช้เพียง 2 ตำรา คือ ชินกาลมาลีปกรณ์ และรัตนพิมพวงศ์ โดยตำราดังกล่าวได้ไว้ว่าพระแก้วมรกตนั้นสร้างหลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ล่วงแล้ว 500 ปี   โดยพระอรหันต์นาคเสนเถรเจ้า ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร มีดำริที่จะสร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง เพื่อเป็นองค์อนุสรณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เมืองปาฏลีบุตร และด้วยจิตแห่งพระอริยสงฆ์เจ้า จึงร้อนไปถึงอาสน์ประทับของท้าวสักกะเทวาราช(พระอินทร์)   ครั้นเมื่อพระอินทร์ได้ใช้ทิพย์จักษ์โสต ก็มีพระทัยยินดีแลร่วมอนุโมทนามหากุศล                   ทรงไตร่ตรองว่าสิ่งที่จะนำมาสร้างแทนองค์สมเด็จพระบรมศาสดานั้นควรจะเป็นสิ่งที่วิเศษและล้ำค่าอย่างยิ่ง                  จึงมีเทวบัญชาให้พระวิสสุกรรม(วิศวกรรม) ไปขอ แก้วมณีโชติ ของพระจักรพรรตราธิราช อันเป็นแก้วที่วิเศษสุด มีรัศมีรุ่งโรจน์ หาแก้วอื่นใดเทียบมิได้อยู่ที่เขาวิปุละกั้นเขตแดนระหว่าง มคธกับกรุงราชคฤห์ ซึ่งประกอบด้วย แก้วมณีโชติ แก้วไพฑูรย์ และแก้วมรกต พระวิสสุกรรม เมื่อฟังพระบรมราชโองการเช่นนั้น จึงกราบทูลว่า อันราชากุมภัณฑ์ เทวดา คนธรรพ์ ยักษา ผู้ดูแลรักษา คงไม่ยอมมอบแก้วมณีโชติให้เป็นแน่ เนื่องจากเป็นเครื่องราชูปโภคแห่งองค์พระจักรพรรตราธิราช ดังนั้นท้าวสักกะเทวราชจึงต้องเสด็จด้วยพระองค์เองเพื่อไปขอแก้วมณีโชติ แต่ถึงกระนั้น ราชา กุมภัณฑ์ เทวดา คนธรรพ์ ยักษา ก็ยังปฏิเสธ โดยกราบทูลว่า แก้วมณีโชตินั้นมีอิทธิฤทธิ์มาก เป็นของคู่ควรสำหรับพระมหาจักรพรรตาธิราชเพื่อใช้ในการปราบยุคเข็ญของโลกเท่านั้น เมื่อใดที่โลกเกิดจลาจลวุ่นวาย ซึ่งมนุษย์แก่งแย่งชิงดี ขาดความยำเกรงซึ่งกันและกันแล้ว พระมหาจักรพรรตาธิราชก็จะเสด็จไปโดยใช้แก้วนี้ไว้ปราบยุคเข็ญต่อไป และเพื่อเห็นแก่ท้าวสักกะเทวราชที่ทรงตั้งพระทัยอันศรัทธาต่อพระศาสนา จึงถวาย “แก้วมรกต” แต่บาง ตำราว่าเป็น แก้วอมรกต (แก้วที่เทวดาสร้างขึ้น ซึ่งถือว่ามีความสำคัญน้อยกว่า)แทนและอัญเชิญพระวิสสุกรรมลงมาเป็นช่าง ด้วยอิทธิฤทธิ์แห้งองค์พระวิสสุกรรม ทำให้สร้างสำเร็จภายใน 7 วัน แล้วเนรมิตพระวิหารและเครื่องประดับ สำหรับประดิษฐานองค์พระแก้วมรกต

                      พระแก้วมรกต มีพุทธลักษณะอันสวยงาม มีฉัพพรรณรังษีพวยพุ่งออกจากพระวรกายเป็นสีต่างๆ เหล่าพระอรหันต์ ขีณาสพ สมณะ ชีพรามณ์ ท้าวพระยาสามนตราช เทพบุตร เทพธิดา ตลอดจนประชาชนต่างมาชมพระบารมีแลแซ่ซ้อง ถวายสักการะบูชา พระนาคเสนเถรเจ้าพร้อมด้วยเทพยดา กุมภัณฑ์ ครุฑ นาค มนุษย์พร้อมใจกันอธิษฐานอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุถึง 7 องค์ ประดิษฐานเข้าไปในส่วนต่างๆขององค์พระ ดังนี้ พระโมฬี 1 พระนลาต 1 พระอุระ 1 พระอังสา 2 (ซ้าย - ขวา) และพระชานุ 2 (ซ้าย - ขวา) เมื่อพระบรมสารีริกธาตุเสด็จเข้าไปประดิษฐานเรียบร้อยแล้วทั้ง 7 แห่ง เนื้อแก้วมรกตก็ปิดสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีรอยหรือช่องแม้แต่น้อย พลันนั้นก็เกิดปรากฎการณ์ แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่ว เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก

                      หลังจากนั้นพระแก้วมรกตได้ยกฝ่าพระบาทดุจเสด็จลงจากแท่นที่ประดิษฐาน เมื่อเป็นดังนั้น พระนาคเสนเถรเจ้าจึงทำนายว่า พระแก้วมรกตองค์นี้จะมิได้ประดิษฐานแต่เมืองปาฏลีบุตรเป็นแน่ ต้องเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ใน 5 ประเทศ คือ 1. ลังกา 2.โยนก 3.อยุธยา 4. สุวรรณภูมิ   5. ปะมะหล

                      พระแก้วมรกตประดิษฐานที่เมืองปาฏลีบุตร(ปัจจุบัน คือ รัฐปัตนะ ประเทศอินเดีย) ประมาณ 300 ปี กระทั่งสมัยพระเจ้าสิริกิติกุมาร เมืองปาฏลีบุตรเกิดสงครามกับพวกนอกศาสนา เกิดศึกสงครามมิได้ขาด ชาวเมืองเกรงว่าพระแก้วมรกตจะเป็นอันตราย จึงอัญเชิญไปประดิษฐาน ไว้ที่เกาะลังกา พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานที่เกาะลังกาเป็นเวลาประมาณ 200 ปี   จนลุถึงสมัยพระเจ้าอนุรุทธมหาราช หรือพระเจ้าอโนรธามังฉ่อ กษัตริย์พุกาม(พม่า) พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงเดชานุภาพมากและทรงเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา ได้ทรงส่งพระเถระไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกา ประกอบกับเวลานั้นพระแก้วมรกตเป็นที่ปรารถนาหรือได้รับการบูชาจากพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่หลายพระองค์ เพราะมีกฤษดาอภินิหารแผ่กระจายออกไปในหมู่กษัตริย์อย่างมาก เมื่อพระอนุรุทธมหาราชทรงทราบก็มีพระราชประสงค์อยากได้ จึงให้พระศีลขันฑ์ เป็นหัวหน้าคณะพระเถระเดินทางไปลังกาทวีป ขอพระไตรปิฎก และพระแก้วมรกตจากพระเจ้ากรุงลังกา ซึ่งพระเจ้ากรุงลังกาก็จนพระทัย จำต้องมอบให้แต่โดยดี โดยบรรทุกมาทางสำเภาสองลำา แต่เมื่อสำเภาแล่นมาถึงกลางทะเลก็เกิดมีลมพัดแรงจัดพัดพาเอาสำเภาไปตามกระแสลม จนคนในสำเภาเองก็ยังไม่ทราบว่าล่องลอยไปอยู่ในที่แห่งใด โดยเรือสำเภาที่อัญเชิญพระไตรปิฎกลอยไปพุกาม แต่สำเภาที่อัญเชิญพระแก้วมรกต ลอยไปเกยอ่าวเมืองอินทปัตถ์ กัมพูชา เมื่อพระอนุรุทธมหาราชทรงทราบจึงได้แต่งคนไปขอคืน พระเจ้ากรุงอินทปัตถ์คืนให้แต่พระเถระกับพระไตรปิฎกบางส่วนเท่านั้น ส่วนองค์พระแก้วมรกตได้ยึดไว้ ณ เมืองนี้(จึงเป็นเหตุให้พระแก้วมรกตไม่เคยไปประดิษฐานในประเทศพม่าเลย ทำให้คนพม่าเองก็ไม่รู้จักพระแก้วมรกต) กระทั่งถึงสมัยพระเจ้าเสนกราชได้ครองเมือง โดยไม่ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงเกิดอุทกภัยน้ำท่วมกรุงกัมพูชา ต่อมาราวประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ได้มีพระเถระรูปหนึ่งได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ยังกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ประดิษฐานภายในมหาเวชยันต์ปราสาท ที่ตกแต่งด้วยเครื่องสักการะอันประณีต จัดการฉลองสมโภชญ์อย่างยิ่งใหญ่ และต่อมาได้ย้ายไปที่เมืองละโว้(ลพบุรี) จนรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ได้ทรงแต่งตั้งให้พระยาญาณดิส ไปปกครองเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สายกษัตริย์สุโขทัย มีชาวเมืองเคารพนับถือท่านมาก ต่อมาภายหลังกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาทรงทราบว่าพระแก้วมรกตได้หายไปจากหอพระในพระราชวัง จึงทรงสอบสวนได้ความว่า นางจันทร์ มารดาของพระยาญาณดิส เป็นผู้นำไป จึงทวงถามไปทางเมืองกำแพงเพชร......


     

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๔ เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘)