![]() |
| นักสิทธิวิทยาธร |
นักสิทธิวิทยาธรเป็นผู้วิเศษจำพวกหนึ่งที่พำนักในป่าหิมพานต์
"นักสิทธิ์" แปลว่า "ผู้สำเร็จ" วิทยาธร แปลว่า "ผู้ทรงไว้ซึ่งวิทยา"
ทั้งสองพวกนี้แต่งตัวคล้ายเทวดาแต่สวมชฎาเป็นดอกลำโพง หรือโพกผ้าแบบฤาษี
ตามภาพจิตรกรรมที่พบเห็นทั่ว ๆ ไป มักถือพระขรรค์เป็นอาวุธ
บรรดาวิทยาธรทั้งหลายอาศัยอยู่ที่เชิงเขาสุทัศน์
อันเป็นหนึ่งในเจ็ดของเขาสัตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
บางตำราว่าพระอังคารก็คือวิทยาธรและพระศุกร์ถูกสร้างขึ้นมาจากวิทยาธร
ส่วนในหนังสือสันสกฤต ไทย-อังกฤษ ภิธานอธิบายถึงคำวิทยาธรไว้ว่า
เป็นนรเทพพวกหนึ่ง หรือเป็นอากาศปราณา(อากาศเทวดา)
เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งลูกอมวิเศษ(ปรอทสำเร็จ) ถ้าเป็นหญิงก็มักเรียกว่า "วิทยารี"
เป็นบริวารพระอินทร ์แต่ในบางวรรณคดีอาจกล่าวรวมๆกันไปกับยักษ์หรือภูตผี
ที่เป็นบริวารพระอิศวรความที่วิทยาธรทั้งหลายสามารถ
เหาะเหินเดินอากาศไปมาได้จึงถูกขนานนามอีกว่า "เขจร" หรือ "นภาจร"
ซึ่งแปลตรงตัวง่ายๆ ว่าการเคลื่อนที่ไปได้ในอากาศ นอกจากนี้บางตำนาน
ยังกล่าวว่าวิทยาธรมีวิมานในอากาศอยู่ บริเวณยอดเขาวินชัย
วิทยาธรที่มีฤทธิ์มาก จะมีพระขรรค์เป็นของคู่ตัวเชื่อว่าทำจากเหล็กกายสิทธิ์
หรือบางทีก็ว่าเป็นเหล็กไหลไปก็มี ส่วนวิทยาธรผู้หญิงไม่มีพระขรรค์
แต่มีปีกหางบินไปมาในอากาศได้เช่นกัน
บางคนเหมาเอาเป็นกินรีคือคนครึ่งนกไปก็มี
นักสิทธิ์หรือวิทยาธรผู้สำเร็จเป็นผู้มีความรู้วิชาไสยศาสตร์
ในทางเล่นแร่แปรธาตุประการหนึ่งจนเป็นตำนาน
อันดับทอปฮิตติดสเปอร์ของพระเวทย์สยามคือ
สามารถทำปรอทซึ่งเป็นโลหะเหลวให้แข็งเป็นก้อนได้เรียกกันว่า "สำเร็จปรอท"
อานุภาพของก้อนปรอทนี้ทำให้ผู้สำเร็จเหาะเหินเดินอากาศได้
ทั้งยังมีร่างกายเป็นหนุ่มอยู่ตลอดเวลา
เมื่อสำเร็จแล้วก็ไม่สามารถในแดนมนุษย์ได้ อีกต่อไปเพราะเหม็นสาบมนุษย์
โดยแบ่งระดับขั้นของปรอทที่ทำสำเร็จนี้ออกเป็น
ขั้นต่างๆกันโดยเมื่อสำเร็จชั้นสูงสุดจะเหาะเหินเดินอากาศได้และเป็นการ
สู่ลำดับขั้นต่อไปก็คือการชุบตัวให้เป็นกายสิทธิ์
แถมมีความเข้มขลังอาคมระดับสุดๆ จนใครฆ่าไม่ตาย
โดยผู้สำเร็จปรอทต้องเหาะไปยังป่าหิมพานต์
ครั้นไปถึงแล้วจะพบบ่อน้ำวิเศษบ่อหนึ่ง
น้ำในบ่อนั้นมีสีขาวเหมือนน้ำนมบริสุทธิ์ มีนางเทพธิดาชื่อ "จันทรเทวี"
เป็นผู้รักษาอยู่เมื่อ ผู้สำเร็จปรอทเหาะไปถึงที่นั่นจะตกลงไปในบ่อ
ร่างกายที่เป็นรูปมนุษย์อยู่แต่เดิมจะ
สูญสลายไปในทันทีแล้วเกิดเป็นฟองน้ำปุดขึ้นมาลอยบนผิวน้ำ
นางจันทรเทวีผู้รักษาบ่อน้ำจะคอยเอามือช้อนฟองน้ำนั้น
บัดดลฟองน้ำจะเปลี่ยนสภาพเป็นเด็กอ่อนแล้วเติบโต
โดยลำดับเป็นวิทยาธรมีความเชื่อเพิ่มเติมอีกว่า
วิทยาธรที่ปรากฏตามจิตรกรรมฝาผนังมีแต่เพศชาย
กล่าวกันว่ามีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ ใครฆ่าก็ไม่ตาย
แม้ต้องศาสตราวุธใดๆ ก็เป็นแต่สิ้นสติไปชั่วขณะหนึ่ง
ครั้นลมพัดมาก็กลับฟื้นขึ้นได้
.มีอายุยืนอยู่คอยท่าพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
ความเชื่อเรื่องนี้จึงเกิดเครื่องรางรูปเทพยาธรที่ว่าเหนือกว่ากุมารทอง
สำหรับคนที่ต้องการคบกับผู้ใหญ่มากกว่าคบเด็ก
แบบไม่ยอมคบเด็กสร้างบ้านโดยเชื่อว่าเทพยธรนี้นี้จะคอยช่วย
เหลือได้ผลดีมากกว่ากุมารทองเพราะมีความ
เก่งกล้าทางอาคมมากกว่าและก็ไม่สามารถถูกทำลายด้วยอาคม ได้ง่ายๆอย่างกุมารทอง
แต่ติดที่ออกจะร้อนที่อยู่หน่อยๆคือมักต้องเดิน ทางตลอดเนื่องจากวิทยาธร
เหาะได้จึงชอบท่องเที่ยวมักพาเจ้าของเครื่องรางไปไหนมาไหนมาไหนอยู่บ่อยๆ
ในป่าหิมพานต์มีต้นไม้วิเศษชนิดหนึ่งคือมักกลีผล หรือนารีผล ไม้ชนิดนี้มีผลเป็นรูปสตรี "งามนักดังสาวอันพึงใหญ่ได้ ๑๖ ปี แลฝูงผู้ชายได้เห็นก็มีใจรักกัน" (ไตรภูมิพระร่วง)นารีผลนี้เป็นที่ปรารถนาของเหล่านักสิทธิ์วิทยาธรต่างชิงกันเก็บไปเชยชมใครอยากดูนารีผลก็เร่งฝึกให้ได้ใบประกาศเป็นวิทยากรเร็วเข้าแล้วกัน ปรกติวิทยาธรถือกิ่งไม้เป็นอาวุธซึ่งกิ่งไม้นั้นจะกลายเป็นพระขรรค์ทันทีเมื่อปรารถนาจะให้เป็น ผิวกายของวิทยาธรมีทั้งสีเหลือง สีขาว สีดำ ฯลฯ บางตนมีหน้าตางดงาม แต่บางตนก็มีหน้าตาเหี่ยวย่น หนวดเครารุงรังไม่น่าดู เนื่องจากผู้ที่จะสำเร็จปรอทเป็นบุคคลหลายจำพวก ต่างกันทั้งร่างกาย เพศ เชื้อชาติ และอายุที่สำเร็จ ที่ต่างกันจึงมีเทพยาธรที่อาจดูแก่แต่ก็แจ๋วไม่แพ้เด็ก ๆ เรื่องของสรีระที่แตกต่างกันนั้นก็เพราะเมื่อได้รับการชุบให้เป็นวิทยาธรแล้วก็ยังไม่ทิ้งเค้าของชาติกำเนิดเดิมนั่นเองละจ๊ะ เทพยาธรนี้มีการแบ่งพวกเป็นหมู่เหล่า มีหัวหน้าวิทยาธรที่สำคัญตนหนึ่งมีเรื่องราวที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นผู้ที่ ยุติศึกสายเลือดที่รบราฆ่าฟันกันมานานระหว่างพญาครุฑ และพญานาค ซึ่งมักจะวิวาทกันเนือง ๆ ด้วยคดีเก่าแก่ที่แม่พญานาค โกงแม่พญาครุฑเรื่องทายสีม้าของพระอาทิตย์ จนเป็นเหตุให้พญาครุฑต้องไปเอาน้ำอมฤต จนต้องรบกับพระวิษณุเทพเป็นตำนานสะท้านฟ้า แม้ว่าทั้งครุฑและนาคต่างจะบูชาพระนารายณ์ แต่ก็ไม่วายที่จะวิวาทกันเนืองๆ เพราะต่างไม่ยอมลดลาวาศอกอโหสิกรรมต่อกันได้ จนมีหัวหน้าวิทยาธร ที่ชื่อว่า "ชีมูตวาหนะ" ได้สร้างวีรกรรมประการหนึ่งจนชนะใจพญาครุฑและทำให้ครุฑกับพญานาคเลิกเป็นศัตรูกันได้ โดยเรื่องนี้เป็นการรจนาโดยกวีแคว้นกัสมีรหรือแคชเมียร์ ชื่อ"โสมเทพ" ต่อมากวีท่านนี้ได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ปรากฏประวัตินี้ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ เรื่อง "กถาสริตจสาคร" ซึ่งพอสรุปความการหย่าศึกครั้งนี้ด้วยวิธีง่ายๆแต่ทำยากของ ชีมูตวาหนะ ราชันแห่งวิทยาธรโดย ซีมูตวาหนะ เป็นราชาแห่งพวกวิทยาธร เป็นผู้มีความยุติธรรมและมีความเมตตากรุณาเป็นเลิศตามแบบของพระโพธิสัตว์ ทั้งนี้คงเนื่องจากตอนก่อนที่จะสำเร็จเป็นวิทยาธรคงบำเพ็ญในสายฤาษีผู้ทรงศีลมามากนั่นเอง จากตำนานที่กล่าวว่านาคและครุฑนั้นไม่ถูกกัน จนเป็นเหตุที่พญาครุฑไปเอาน้ำอมฤตรบกับเทวดาจนสวรรค์สั่นสะเทือนไปทั้งตรีภพเหล่าเทวดาขอให้พระวิษณุช่วยก็ปรากฏว่ารบเสมอกับพญาครุฑอีก จนในที่สุดทำสัญญาไปว่ายินยอมให้พญาครุฑ(ยืม)เอาน้ำอมฤตไปถ่ายเอามารดาคืน ส่วนพญาครุฑก็แน่คือไม่ยอมแตะต้องลิ้มชิมน้ำอมฤตเลยอันนี้ต้องยอมรับความหยิ่งในศักดิ์ศรีและยึดถือสัจจะของท่านพญาครุฑเอามากๆ ผลจากการที่พญาครุฑมีสัจจะจึงได้รับพร(แบบสิทธิพิเศษ)จากพระนารายณ์เป็นเจ้าให้กินให้เสพนาคเป็นอาหารได้เรียกว่า กินซะให้หายแค้นแบบคนจีนทำปาท่องโก๋ กินเพื่อให้หายแค้นที่กังฉินผัวเมียให้ร้ายแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ที่ชื่องักฮุย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สอนใจคนจีนอยู่จนปัจจุบัน
เมื่อครุฑทราบว่านาคที่ตนเข้าใจผิดกินเข้าไปเป็นราชาแห่งวิทยายอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อไถ่ชีวิตของนาค ก็บังเกิดความละอายใจ สำนึกผิด และเห็นคุณธรรมอันสูงส่งของซีมูตวาหนะก็ขอโทษ และบินไปเอาน้ำทิพย์ในสวรรค์เพื่อมาช่วยชีวิตซึ่งจริงๆนะผู้ที่สำเร็จเป็นวิทยาธรนั้นนะไม่ตายหรอกเพราะชุบตัวเป็นกายสิทธิแล้วแต่คงฟื้นเป็นตัวลำบากก็ท่านพญาครุฑซิสวาปามไปเหลือแต่กระดูก ขณะที่ครุฑจากไปนั้นพระนางเคารี (พระอุมา) มเหสีพระศิวะก็ปรากฏตัวขึ้นและนำน้ำทิพย์มาประพรมซีมูตวาหนะ ทำให้มีเลือดเนื้อกลับฟื้นขึ้นมาหายเป็นปรกติ เมื่อครุฑมาถึงก็รู้ว่าซีมูตวาหนะฟื้นแล้วก็ยินดี และเกิดความสงสารพวกนาคที่เคยถูกตนประหารในครั้งก่อน จึงเอาน้ำทิพย์ประพรมบนกองกระดูกนาคเหล่านั้นแทน ทำให้นาคกลับฟื้นขึ้นมาอีก นาคกล่าวสดุดีพญาครุฑผู้กลับใจเลิกปฏิบัติการจองเวร เป็นอันว่านาคทุกชีวิตได้กลับฟื้นคืนคงสู่ความสุขในโลกนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยการเสียสละอันยอดยิ่งของซีมูตวาหนะ เรื่องราวจากกถาสริตสาครตอนนี้เป็นที่จับใจคนอินเดียเป็นอันมาก ในสมัยต่อมาพระราชาของอินเดียทรงพระนามว่าพระเจ้าศรีหรรษะ ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้เป็นบทละครสันสกฤตชื่อเรื่อง นาคานันทะ (ความชื่นชมยินดีแห่งนาค) นับเป็นละครที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งในนาฏิกาสันสกฤต
|