![]() |
| พระภูเตศวร จอมบดีแห่งภูตพราย |
พระศิวะเจ้าทรงเป็นมหาเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ มีคติที่แปรเปลี่ยนรูปของพระองค์เป็นปางต่างๆอย่างหลากหลายซึ่งในปัจจุบันจะพบมากมายยิ่งขึ้นทั้งนี้ก็เนื่องจากมนุษย์นั่นเองที่แปรรหัสนัยของศิวะมายาตามคติของตนที่แตกต่างกันออกไปนั่นเองเรื่องราวของพระศิวะมหาเทพนั้นโดยสามัญเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าผู้ทำลายแต่ในขณะเดียวกันก็มักจะเป็นผู้ประสาทพรให้ด้วย เรื่องราวของพระองค์ปรากฏใน ตันตระค่อนข้างมากหลายคนเข้าใจว่าตันตระเป็นความเชื่อนิกายหนึ่งแต่แท้ที่จริงตันตระไม่ใช่ความเชื่อ ไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นวิธีการเพื่อบรรลุแจ้งในสัจจะธรรมต่างหาก ปัจจุบันแม้ว่าตันตระจะมีรูปแบบการนำเสนอตนเองต่อสาธารณะในประการที่อาจเหห็นว่างมงาย ไม่ลึกซึ้งแตกต่างจากอดีตที่แท้จริงค่อนข้างมาก ในตันตระนั้นมีการนับถือพระศิวะกันมากและปางหนึ่งที่เป็นที่มาของ พิธีกรรมนำผงเถ้ามาทาตัวที่เรียกว่าวิภูติบางครั้งอาจเรียกว่า ผงมหาภูติ พระศิวะปางนี้จึงเป็นผู้เหนือภูตทั้งปวงเรียกนามพระองค์ว่า ภูเตศวร สำหรับเรื่องประวัติพระศิวะนั้นมีหลายสำนักที่มากเรื่องราวจึงขอคัดเอาบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๖ ที่ทรงไว้ในหนังสือเรื่อง เทพเจ้าและสิ่งน่ารู้ไว้ดังนี้ คือ พระเป็นเจ้า ซึ่งมักเรียกกันว่า พระอิศวร ในชั้นต้น คือ ในยุคไตรเพท นาม ศีวะ ไม่มีเลย มีแต่เทวดา องค์หนึ่งชื่อ รุทร ซึ่งในชั้นหลังมากลายเป็นพระศีวะขึ้น เป็นเทพเจ้าผู้มีอำนาจมากและดุร้าย จึงนับว่ามีหน้าที่เป็นผู้ล้างผู้ทำลาย ในยุคไตรเพท นั้นพระรุทรเป็นเทวดาสำคัญ เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือการสรรเสริญและยัญกรรม เป็นผู้บำบัดโรค ฯลฯ แต่ส่วนอำนาจก็มีมากถือวัชระถือธนูศร และดุร้ายอย่างยิ่ง เป็นผู้ทำลายในยัชุรเวทกล่าวถึงพระอิศวรว่า อนิล กายแดง มีตาพันตา แต่อีกแห่งหนึ่งเรียกนามว่า ไตรยัมพก แปลว่า สามตา ในหนังสือพราหมณะต่าง ๆ มีเล่าเรื่องกำเนิดพระรุทรไว้ว่า พอเกิดมาก็ร้องไห้ พระประชาบดีผู้เป็นเทพบิดรถามเหตุผล ก็ตอบว่า เพราะยังไม่มีชื่อพระประชาบดีจึงให้ชื่อว่า รุทร (จากมูล รุท = ร้องไห้) แต่อีกแห่งหนึ่งมีว่าได้ขอชื่อถึง ๘ ครั้ง และได้ชื่อเป็นลำดับ คือ ภพ สรรพ ปศุบดี อุครเทพ มหาเทพ รุทธ อีศาน และอศนี ในชั้นอุปนิษัทพระรุทรสำคัญขึ้นอีกจึงเรียกว่า มเหศวรในชั้นรามายณะและมหาภารตะนั้น ก็ยังเป็นใหญ่อยู่แลแต่ดูมีแพ้พระนารายณ์บ่อย ๆ เช่นเมื่อครั้งไปช่วยท้าวพาณาสูรในเรื่องพระอนิรุทธ์เป็นต้น และบางแห่งก็มีตั้งใจจะไกล่เกลี่ย ระหว่างพระอิศวรกับพระนารายณ์ ครั้นลงมาในชั้นหลัง ในหนังสือพวกปุราณะนั้น ก็แล้วแต่หนังสือนิกายไหน ถ้าเป็นหนังสือไศพยนิกาย ก็ว่าพระอิศวรเป็นใหญ่กว่ายิ่งใคร ๆ แต่ถ้าเป็นหนังสือไพษณพนิกาย ก็ชิงเอาความเป็นใหญ่ให้พระนารายณ์ถึงแก่ให้พระอิศวรแสดงความเคารพก็มี ![]() ถ้าจะกล่าวสรุปความ คือพระอิศวรนั้น นิยมกันว่าเป็นผู้ผลาญ ผู้ละลายในหน้าที่ผู้ล้างและผู้ทำให้สูญนั้น เรียกว่า พระรุทรบ้าง พระมหากาลบ้าง แต่การล้างย่อมถือกันว่าเป็นของดีเหมือนทำให้สะอาดปราศจากมลทินโทษแล้ว จึงจะได้มีกำเนิดใหม่จึงเรียกพระเป็นเจ้าผู้บันดาลให้สะอาดเช่นนี้ว่า พระศีวะ หรือพระสังกรเป็นมงคลนาม ๒ อย่าง และโดยเหตุที่ล้างแล้วก็กลับให้เกิดขึ้นใหม่เสมอไป จึงเรียกว่า พระอิศวร หรือพระมหาเทพ คือพระผู้เป็นเจ้าอันใหญ่ยิ่งสูงสุด เครื่องหมายแห่งพระอิศวรในหน้าที่ผู้สร้างขึ้นใหม่นั้น คือ พระศีวะลึงค์ อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเกิด และพระโยนีคือศักดิ์ หรือแรงของพระอิศวร เป็นเครื่องหมายแห่งกำเนิดเหมือนกัน จึงมักรวมไว้กัน อีกประการหนึ่งพระอิศวรเป็นมหาโยคี เป็น ที่มุ่งแห่งจิตของพราหมณ์ทั้งปวงในทางสมถะภาวนาและเข้าฌานสมาธิ เป็นยอดแห่งธรรมปัญญา ในส่วนเป็นมหาโยคีนี้ มีนามเรียกว่า ทิคัมพร (มีอัมพร เป็นเครื่องนุ่งห่ม คือเปลือยกาย) และธุรชฎี (มุ่นผมอันรุงรัง) ถ้าจะกล่าวถึงในส่วนอภินิหารในทางทำลายให้แรงขึ้นอีก ก็เรียกว่า พระไภรพ (ผู้ทำลายอย่างดุ ๆ) อีกประการหนึ่งพระอิศวรโปรดอยู่ตามสุสาน หรือที่เผาศพ และมีผีเป็นบริวาร จึงเรียกว่า พระภูเตศวร บางทีก็มีเวลาโปรดจับระบำชนิดที่เรียกว่า ตาณฑพ (นี้เป็นมูลแห่งคำ ตันดั๊ก ของชวา) และโดยเหตุที่มีสามตา จึงเรียกว่า ตรีโลจนะ หรือไตรยัมพกตาที่ ๓ นั้นมีอานุภาพมาก อาจจะบันดาลให้เป็นไฟสังหารได้ทุกอย่างครั้งเมื่อกวนน้ำอำมฤตในเกษียรสมุทรนั้น ได้น้ำพิษขึ้นมาก่อน พระอิศวรดื่มเข้าไปทำให้คอเขียว จึงได้นาม นีลกัณฐ์ เมื่อพระจันทร์อ้อนวอนให้ช่วยพาเข้าไปในเทพสภา ได้เอาพระจันทร์เป็นปิ่นเข้าไป (ดูที่เรื่องพระจันทร์) จึงได้นามว่าจันทรเศขร และเมื่อพระคงคาจะลงจากสวรรค์มาสู่มนุษยภูมิ พระอิศวรเกรงว่าน้ำจะท่วมโลกหมด จึงเอาเกศาทำนบกั้นไว้ จึงได้นามว่า คงคาธร นอกจากนามที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีอีกเป็นอันมากนับด้วยพันแต่ที่สำคัญ ๆ คือ อโฆร (น่ากลัว) พัภรุ และ ภควัต (พระเป็นเจ้า) คิรีษ (จอมเขา) หร (ผู้จับ) อีสาน (ผู้ครอง) ชฎาธร (ผู้มุ่นผม ชฎา แปลว่าผมที่มุ่นแล้ว) พระกาล (เวลา) กาลัญชร กปาล มาลิน (ใส่มาลัยหัวกะโหลก) มเหศร มฤตยุญชัย (ผู้ชำนะมฤตยู) ปศุบดี (เจ้าแห่งปศุสัตว์) สถานะ (มั่น) อุดร (ดุ) วิรูปากษ์ (ตาพิการ หรือแปลก) และวิศวนาถ หรือวิศเวศวร (เป็นใหญ่ครองทั่วไป) รูปพระอิศวรมักทำเป็นคนขาว มีตาสามตา ตาที่อยู่ตรงหน้าผากมีจันทร์ครึ่งซีกอยู่เหนือหรือล้อมตาที่ ๓ เกศามุ่นเป็นชฎามีประคำหัวกระโหลก(มุณ์ฑมาลา)คล้องคอและมีสังวาลเป็นงูศอสีนีล นุ่งหนังสือ หนังช้างหรือหนังกวาง มีอาสนะเป็นหนังเสือถือตรีศูลชื่อ ปินาก บ้าง ถือธนูชื่อ อัชคพบ้าง ถือบัณเฑาะว์บ้าง ถือยอดคทาหัวกะโหลกชื่อบัฏวางค์บ้าง ถือบาศบ้าง มีภูตเป็นบริวารสถานที่สติตคือเขาไกลาส (ที่เขียนว่า ไกรลาส นั้นเป็นแผลงเกินจากของเดิมไป) พระมเหสีพระอิศวร คือพระอุมา ซึ่งเรียกว่า พระบรรพตีบ้างพระมหาเทวีบ้าง หรือพระเทวี เฉย ๆ บ้าง เป็นบุตรีท้าวหิมวัต (เขาหิมาลัย) เป็นศักดิ์ของพระอิศวร เพราะฉะนั้นจึงมีเครื่องหมายคือพระโยนีอยู่ด้วยกันกับพระศีวลึงค์ พระเทวีนั้นมีเป็นสองภาค ภาคหนึ่งใจดี ภาคหนึ่งดุและมีอิทธิฤทธิ์มาก มีนามหลายนามในส่วนภาคข้างดี ชื่อพระอุมา เป็นนางงาม เคารี (เหลือกระจ่าง) บรรพตี (บาร์วติ) คือหญิงชาวเขา และเหมวดี (ไหมวติ) คือลูกท้าวหิมวัตขคันมาตา (มารดาโลก) และภพนี (ภวนิ) ในส่วนภาคข้างดุ ชื่อทุรคา (ผู้เข้าถึงมิได้) กาฬีและศยามา (ดำ) จัณฑี และจันทิกา (ดุ) ไภรพี (น่ากลัว) ในภาคดุนี้มีผู้บูชามาก เพราะกลัวกันมาก วิธีบูชาร้ายกาจ คือ ประการหนึ่งสมมุติกันว่าโปรดเห็นเลือดหรือเห็นคนตาย เพราะฉะนั้น จึงมีคนไปฆ่าบูชายัญบ้าง หรือมีผู้เลื่อมใสศรัทธาไปทำร้ายร่างกายตนเองถวายบ้าง เช่น เอาเบ็ดเกี่ยวหลังและไหวไปมาจนเนื้อหลุดฉะนี้เป็นต้น อีกประการหนึ่งมีวิธีบูชาเรียกว่า ตานตริก คือ ทำให้พระเทวีมัวเพลิดเพลินทอดพระเนตรแต่การ สร้าง (คือการเสพเมถุน อันนับว่าเป็นองค์ของการสร้างหรือให้กำเนิด) จะได้ทรงลืมนึกถึงกายอยากเห็นเลือดและความเจ็บความตาย วิธีบูชาทั้งสองประการนี้เป็นวิธีที่เกิดขึ้นในชั้นหลัง ๆ เมื่อความคิดของชนชาวมัธยมประเทศ เลวทรามต่ำช้ากว่าชั้นยุคไตรเพท เป็นอันมากแล้ว การบูชาด้วยวิธีอันร้ายกาจ เช่นฆ่าคนบูชายัญ หรือด้วยอาการอันลามกต่าง ๆ รัฐบาลอังกฤษในอินเดียประกาศห้ามหมดแล้ว รูปพระเทวีโดยมากมักมี ๑๐ แขน ถืออาวุธต่าง ๆ ทุกมือ ในภาคทุรคามีสีกายเหลืองรูปร่างหมดจดงดงาม ขี่เสือ ในภาคกาลีมีสีกายดำ รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว มีเลือดหยดตามปากและตัว งูเป็นเครื่องแต่งและมีหัวกะโหลกหรือหัวคนตัดใหม่ ๆ ห้อยหรือถือไว้ ส่วนนามและเรื่องราวยังอยู่อีกมากและพิสดาร เหลือที่จะเก็บมาไว้ได้ในที่นี้จึงงดไว้ก่อนสำหรับโยคีในสายศิวะจะทาตัวด้วยผงเท้าชนิดหนึ่งที่เรียกว่า วิภูติ ซึ่งไม่ใช่ผงเจิมตามที่มีขายกันนั้น(ผงแดง ผงเหลืองไม่เรียกวิภูติ)ที่มาของผงวิภูตินั้นตามเรื่องนั้นพระศิวะเป็นเทพฤาษีคือบำเพ็ญอย่างฤาษี จนพ่อตาคือพระทักษะไม่พอใจทำให้พระนางสตี โดดเข้ากองไฟ พระศิวะทรงเสียพระทัยจึงบำเพ็ญตบะพันปีโดยไม่สนใจเรื่องราวต่างๆจนร้อนถึงเทวดาที่ต้องการให้เกิดเชื้อสายพระศิวะกับศักติ คือพระอุมา(พระสตีกลับชาติมาเกิด) ตามประกาศิตขององค์พรหมที่ประสาทพรกับอสูรตนหนึ่ง จึงมีเทวามติใช้พระกามเทพแผลงศรไปต้องพระศิวะจนลืมพระองค์เปิดเนตรที่สามจนพระกามเทพหลงเหลือเป็นเถ้าถ่าน (อ่านอุณมิลิตเล่มที่๒) เรื่องตอนนี้ละที่เป็นที่มาการทำผงวิภูติที่ต่างจากแบบเดิมที่ใช้เถ้ากระดูกจริงๆ โดยนำของมงคลมาบูชาสร้างศิวลึงค์ในเทมศกาลสำคัญแล้วเผาเป็นผงวิภูติขึ้นเชื่อว่าคือร่างเถ้าของกามเทพที่ถูกตาที่สามเผาผลาญ หากนำมาทาตัวจะสำเร็จในเรื่องที่ประสงค์ทั้งยังเป็นการเสดาะเคราะห์สามารถข้ามพ้นทำนบแห่งมายาสู่การรู้แจ้งได้ ซึ่งเป็นคติว่าถือกำเนิดใหม่นั่นเองจากตรงนี้อาจวิเคราะห์ให้เห็นตรงถึงประเพณีอย่างหนึ่งของชาวสุวรรณภูมิที่น่าจะรับมาจากภารตะคือการลอยอังคาร ผู้ตายนั่นเอง ผงวิภูติจากพิธีกรรมนี้จึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ที่สืบจากตำนานศิวะ ที่ต่อมาเกิดความสับสนในหมู่นักเล่นลัทธิไสยเวท เป็นเรื่องผีผีสางไปก็มีจนแม้ระบาดเข้าสู่ภิกษุที่นิยมไสยมากกว่าธรรมะนำผงกระดูกมาสร้างเครื่องรางของขลัง เชื่อว่าจะขลังเร็ว เพราะมีธาตุแห่งชีวะมาก่อนแต่แท้ที่จริงเป็นความเข้าใจผิดเพราะเทวานุภาพที่แท้จริงย่อมพ้นการเบียดเบียนไม่ว่าทางหนึ่งทางใด สำหรับการบูชาพระภูเตศวรนั้นก็เป็นคติที่เชื่อว่าเป็นนายของภูติผีที่ต้องกริ่งเกรงหากเปรียบภูติผีเป็นสิ่งที่ไม่ประสงค์ การบูชามหาเทพปางนี้ก็เพื่อสร้างสำนึกว่าตนมีพลังอำนาจเหนือสิ่งเหล่านี้นั่นเอง อย่างเดียวกับพุทธ ตันตระที่นิยมบูชาท้าวเวสสุวัณ เพราะส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นนายของอสูร รากษส และภูตทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในภพภูติที่ติดกับมนุษย์นั่นเอง.. (สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๗
เดือนสิงหาคม ๒๕๔๘) |