ภควจั่น เครื่องรางโภคทรัพย์

      ในบรรดาเครื่องรางที่เกี่ยวจากชิ้นส่วนของตัวสัตว์นั้น ดูว่า หอยจะเป็นเครื่องรางที่เก่าแก่ไม่แพ้สัตว์ชนิดใดในโลกเลยทีเดียว และหอยที่เป็นเครื่องราง แต่โบราณนั้นคือหอยเบี้ยซึ่งมีอยู่ ๘ ชนิด ได้แก่
      ๑.เบี้ยโพลง
      ๒.เบี้ยแก้
      ๓.เบี้ยจั่น
      ๔เบี้ยนาง
      ๕.เบี้ยหมู
      ๖.เบี้ยพองลม
      ๗.เบี้ยบัว
      ๘.เบี้ยตุ้ม

      แรกเริ่มเดิมทีเบี้ยทั้งแปดชนิดนั้นมีอัตราเท่ากันหมดใช้แลกเปลี่ยนแทนเงินตราในปัจจุบัน เบี้ยที่ใช้กันในสุวรรณภูมิแต่เดิมมาจากแม่น้ำโขงนี่เอง ภายหลังมีพ่อค้านำมาจากแห่งอื่นอย่างเช่นเกาะมัลดิเวส เกาะฟิลิปปินส์ เมืองสุรัด เมืองมะละกา เมื่อค้นคว้าจากเอกสารเก่าๆสมัยอยุธยาพบว่าเบี้ยทุกชนิด มีอัตราเดียวคือเบี้ยมีอัตรสองร้อยต่อเฟื้อง (พ.ศ. ๑๐๗๘) มีใช้เรื่อยมาจนกรุงแตกครั้งที่สอง(พ.ศ. ๑๘๙๓ – พ.ศ. ๒๓๑๐) รวมใช้เป็นเงินมานานมากว่าพันปี
ความที่ไทยเราใช้เบี้ยเป็นเงินมานานนี่เองจึงเกิดสำนวนเกี่ยวกับเบี้ยมากมายอย่าง “สิบเบี้ยใกล้มือ” หรือ “พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง” แม้นิสัยเสียๆที่ไม่อาจนับเอาเป็นวัฒนะธรรมด้านใดได้นั้นแบบฉ่อราษฏร์บังหลวงเก็บเงินใต้โต๊ะหยุมๆหยิมๆ ก็มีสำนวนว่า “เบี้ยบ้ายรายทาง”ส่วนราชการการเองก็ยังใช้คำว่าเบี้ยเเทนเงินมาจนปัจจุบันอย่างเช่นคำว่า เบี้ยหวัดเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เบี้ยบำนาญ เบี้ยกันดารเป็นต้น

       ส่วนในด้านความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องรางของลังก็มีการใช้เบี้ยในการบนเบี้ย อย่างตำราเลี้ยงช้างว่าหากช้างไม่ลงน้ำก็ให้เอาเบี้ยสามเบี้ย หมากสามคำ ข้าวสุกสามกระทง ไปพลีต้นผักครอบเคียวให้แหลกขยี้ที่มือแล้วเอาหยีตาช้าง ช้างจะลงน้ำเองถ้ามันไม่หันมาเหยียบแบนไปเสียก่อน และเบี้ยที่ใช้ใน ความเชื่ออย่างตั้งขันครูหรือเครื่องรางนั้นเดิมก็คือ “เบี้ยจั่น” นั่นเองส่วนเบี้ยแก้ก็เห็นจะใช้ราวไม่เกินห้าหกสิบปีมานี่เอง

      คำว่า “ภควจั่น” พบว่ามีมาอย่างน้อยสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างต่ำดังปรากฏในกฏหมายโบราณว่า “จะแต่งบุตรและหลานให้ใส่แต่จี้เสมา ภควจั่น จำหลักประดับพลอยแดงเขียวแต่เท่านี้”      ซึ่งอธิบายว่าภควจั่นก็คือเบี้ยจั่นที่ทำกรอบประดับพลอยมากกว่าจะเป็นอย่างอื่นได้และพบว่าปรากฏตามกรุของหลวงแสดงว่าผู้ใช้ต้องมีฐานะ อนึ่งคำว่าภควา หมายนัยถึงผู้มีโชค หากเป็นภควาดีหมายเอาพระลักษมี เทวีแห่งโชคเป็นสำคัญซึ่งอินเดียนั้นใช้เบี้ยจั่น (cowries) มีศักดิ์เท่าพระลักษมีมเหสีแของพระนารายณ์ ผู้เป็นเทวีแห่งโชคลาภ คนอินเดียเขาจะบูชาเบี้ยจั่นนี้ถือว่าทำให้เกิดศิริมงคลมั่งคั่ง แม้ว่าบางพื้นที่อาจใช้หอยสังข์ประเภทที่ไม่มีหัตถ์นารายณ์ เวียนซ้ายเป็น หอยลักษมีก็มี แต่เบี้ยจั่นก็ยังถูกยอมรับโดยสากลว่าเป็นเครื่องรางศิริมงคลนำโชคและเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี

       ส่วนในไทยเราก็จะมีการใช้เบี้ยจั่นมาเสกด้วยคาถาโชคลาภใส่ในที่เก็บทรัพย์เชื่อว่าจะทำใให้ทำมาค้าขึ้น ส่วนเด็กๆก็จะใช้เบี้ยจั่นนี่ละแขวนนับยว่าป้องกันฟันผุและเเมงกินฟัน ส่วนทางหมอสมุนไพรก็นำมาทำยาเหมือนกัน  สรุปความว่าภควจั่น ก็คือเบี้ยจั่นที่นำมาทำเครื่องประดับ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเครื่องรางที่นำโชคดีมาให้ และนิยมใช้เกี่ยวกับเรื่องโภคทรัพย์ เป็นของที่โบราณใช้มานานนับแต่สมัยอยุธยาจัดเปป็นเครื่องรางตอดตัที่ใช้หอยยุคแรกๆและเป็นที่นิยมกันมากจนเป็นที่มาของสำบัดสำนวนต่างๆ จึงขอนำมาบันทึกในคอลัมนี้เพื่อกันลืมครับ

(สำหรับท่านที่ต้องการภควจั่นหรือเบี้ยจั่นนำโชคที่ปลุกเสกอย่างดี ให้ใช้ใส่กระป๋องเงินหรือกระเป๋าสตางค์จะเป็นสื่อดึงดูดเงินตรา ให้มั่งคั่งก็ขอแจกฟรีสำหรับแฟนๆอุณมิลิต มารับเองหรือจะให้จัดส่งทางไปรษณีย์ก็ตามแต่สะดวกติดตามรายละเอียดปิดเล่มที่๒๘ นะครับ)