สถูปธรรมธาตุ


         เรื่องราวของพุทธศาสนาที่ถูกถ่ายทอดมาเป็นมายิกหรือมายิกที่ผลันตัวสู่ความรู้แจ้งนั้นปรากฏในพุทธตันตระมากมาย เรื่องราวเหล่านี้นั้นแท้ที่จริงพบน้อยในพุทธเถรวาทแต่หากเป็นรีตมหายานละก็มากมายก่ายกองจนบางครั้ง หาสาระความเป็นพุทธศาสนาแท้ๆไม่เจอเลยก็มี หลายท่านอาจจะเห็นว่าใช้คำที่ค่อนข้างแรงไปหน่อยแต่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้แม้ในปัจจุบันก็มีให้พบเห็น หากเราศึกษาพุทธประวัติจะพบว่านับแต่พุทธกาลนั้นพระสมณโคดมไม่ทรงโปรดให้สร้างสิ่งใดแทนพระองค์ในรูปวัตถุธรรมใดใด แต่การเวลาที่ยาวนานทำให้คติทางพุทธศาสนาจากดั้งเดิมที่ยึดถือสาระแก่นแท้ภายในที่หมายถึงปัญญาญาณรู้แจ้งแทงตลอดละเลยการสนใจวัตถุเปลือกนอกเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชนิดกลับทิศกลับทาง วัดวาอารามในยุคปัจจุบันกลับแข่งขันกันสร้างวัตถุอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งต่างก็กระทำประหนึ่งประกวดประขันกันจนไม่อาจจะแลเห็นจุดยืนของพระพุทธศาสนาที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล ปัจจุบันจึงเพียงเห็นปรากฏการณ์ที่ว่า มหาบุรุษผู้หันหลังให้วัตถุธรรมทั้งปวงเพื่อความรู้แจ้งภายในกลับมีการสร้างรูปเคารพของพระองค์ในปฏิมากรรมรูปแบบต่างๆมากกว่าศาสดาใดใดที่สุดในโลกอันนี้เป็นเรื่องแปลกแต่จริง !!!


          พุทธศาสนาในฝ่ายมหายานนั้นแม้ว่าประวัติจะชัดเจนว่ามีความเห็นแตกต่างกับเถรวาทจนเกิดวิวาทะ แยกพวกแยกฝ่ายแยกพระไตรปิฏกต่างฝ่ายต่างเขียนต่างฝ่ายต่างบันทึกตามแง่มุมที่ตนเห็นว่าถูกต้องทั้งๆที่ไม่ฉุกใจคิดสักนิดเดียวว่าเกิดจากแหล่งเดียวกันเหตุไฉน จึงไม่เหมือนกัน นี่แหละหนา “กิเลสคนมานะพระ” ธรรมะที่แท้หากเป็นสัจจะ ย่อมเป็นหนึ่งเดียว และเป็นทั้งหมดที่เรียกสหสัมพันธ์สมุหฐาน การค้นคว้าเพื่อหาแก่นสารสาระที่แท้จริงก็คงอยู่ที่ผู้ค้นคว้านั้น จะค้นอะไรและคว้าเอาอะไรมาเท่านั้นเองมิใช่ว่า ดำเนินกิจกรรมในกลุ่มพวกใดหรือแต่งกายนุ่งห่มอย่างไร ศาสตร์ใดที่ว่าสูงส่งจึงมิใช่ว่า จะโพนทะนาว่าว่าตนนั้นล้ำเลิศเกินมนุษย์ หากพบว่าใครทำเยี่ยงนั้นก็จงคิดให้นักเถิดว่า “เจอมนุษย์วิปริตเข้าให้อีกหนึ่งคนแล้ว” แต่หากจะแสดงศาสตร์นั้นว่าล้ำเลิศ ก็จงแสดงที่สาระ หลักธรรม และวิธีการ เถิดว่า ที่ว่า ล้ำเลิศสูงส่งนะเป็นเช่นใดและหากแสดงนัยว่าไกลเกินที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆจะไข่วคว้านะก็เลิกสนใจเถิด ปล่อยให้ไปแสดงกับพวกยอดมนุษย์ในจินตนาการอย่างอุลตร้าแมนซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป

          ลุงกุสกล่าวยืดยาวนี่มิใช่จะเพ้อให้คนรุ่นหลังฟังนะแต่อยากจะสื่อถึงอดีตกาลที่อยากเห็นความปรองดองในธรรมะที่มาจากต้นสายธารธรรมเดียวกัน พอดีเห็นว่ามีเรื่องทางมายิกญี่ปุ่นที่เป็นการฝึกจิตแบบโบราณ เป็นการซึมซับพลังธรรมชาติอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า “พลังจักรวาล” ที่มีคุณประโยชน์เอนกอนันต์จนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกนั้น เดิมเป็นมายิกโบราณของหลายเชื้อชาติที่เห็นๆก็อินเดีย ขอม ญี่ปุ่น อิยิปต์ สแกนดิเนเวีย ฯ และอีกหลายเผ่าพันธ์แม้ชาวเขาชาวป่าชาวดอย รวมไปถึงพวกอินเดียนแดงที่เราเห็นว่าป่าเถื่อน อย่างในหนังคาวบอย ที่เขาสร้างให้ดูนั้น ความจริง ชนเผ่าเหล่านี้ รู้ซึ้ง เข้าใจและรักษ์ ธรรมชาติ มากกว่าเราๆที่อ้างว่าเจริญมากเทคโนโลยีเสียอีก นี่ละ “วัตถุเป็นเปลือกใจเป็นแก่นสาร” นับแต่โบราณที่วัดค่าสิ่งใดใดด้วยการค้นหานัยที่ซ่อนเร้นอยู่หรือปัญญาญาณที่ซ่อนอยู่ภายในหาใช่พิจารณาอยู่แต่เพียงเปลือกนอกไม่ เรื่องราวเหล่านี้พบในพุทธศาสนามหายานที่นับว่ามีส่วนร่วมกับเถรวาทอย่างเด่นชัดก็คือ “ธยาน” หรือที่รู้จักกันว่า “เซ็น” ที่เน้นการค้นหาอย่างรู้แจ้งภายในมากกว่าการรู้แจ้งภายนอก การปิ้งแว๊บ ที่หมายถึง “พลันคิดได้” เปรียบเปรยลักษณะการแลบแปรบปราบของสายฟ้าในอากาศที่ต่อมาเป็นรูปธรรมทดแทนด้วยสัญญลักษณ์ “วชิรัม” ที่เราพบเห็นและอาจเจอพระมหายานบางรูปกลับใช้ไปในทางมายิกอย่างงมงายโดยมิรู้จักแก่นสารแท้จริงที่ซ่อนเร้นไว้ภายใน “พลังธรรมชาติที่ค้นพบด้วยปัญญาญาณ” เป็นขุมทรัพย์มหาศาลล้ำค่าที่จักรวาลมอบให้อย่างใช้แล้วไม่รู้จักหมดยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูนโดยไม่ต้องหามาทดแทนพลังอำนาจเหล่านั้นศาสตร์มายิกของญี่ปุ่นจะรู้จักกันในชื่อว่า“เรกิ” นัยความหมายของ เรกิ ก็คือขุมพลังหรือขุมทรัพย์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของจักรวาลที่มนุษย์ค้นหาและครอบครองได้ภายในเรือนกายของเขาเอง ความรู้เหล่านี้มีที่มาจากหลากหลายจนเมื่อพุทธศาสนาเข้าไปเผยแพร่จึงเกิดการผนึกหลอมรวมเป็นยอดมายิกเชิงธรรมะแขนงหนึ่งซึ่งกำลังจะนำพาไปสู่ตำนานที่มาแห่งพระสถูป



         ในศาสนาที่ยิ่งใหญ่ทุกศาสนาย่อมมีสิ่งก่อสร้างที่ถูกกระทำขึ้นเพื่อเป็นนิมิตรหมายสื่อถึงเรื่องราวในศาสนานั้น ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ วิหาร เทวรูป
ปิรามิด ในพุทธศาสนาที่คุ้นตากันดีก็คือ “เจดีย์” ....

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๓๐ เดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๘)