|

พระนารายณ์ คือ พระเป็นเจ้าหนึ่งในสามองค์ ที่นับถือว่าเป็นมหาเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ทรงมีเรื่องราวปกรณัมเล่าขานต่างๆ มากมาย โดยพระองค์ทรงมีหน้าที่ในการปราบปรามทำลายล้างสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นมาเบียดเบียนความดีงามของทั้งสามโลก และคราใดที่ต้องเสด็จไปปราบอธรรมทุกเข็ญ ก็จะแสดงทิพยอำนาจอวตารไปปราบทุกครั้งไป จนทำให้เราๆ ท่านๆ รู้จักกันในนาม นาราย์ ๑๐ ปาง เช่น อวตารเป็นนรสิงหาวตาร รามจันทราวตาร (พระราม), กฤษณาวตาร (พระกฤษณะ), พุทธาวตาร (พระพุทธเจ้า), และกัลกยาวตาร (พระกัลลิ) เป็นต้น แต่มีการบันทึกว่าจริงแล้วพระนารายณ์ ทรงอวตารมากกว่า ๑๐ ปาง ซึ่งหลายท่านอาจไม่ทราบว่าอวตารของพระนารายณ์นั้นมีมากถึง ๒๐ ปาง
คัมภีร์นารายณ์ ๒๐ ปาง เป็นตำราเก่าแก่ที่เข้าใจว่าบันทึกขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับตำราลักษณะช้างโคลงคำ และตำรานารายณ์ประทมสินธ ุ์ ในรัชกาลที่ ๑ และได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่จนเป็นที่ยอมรับกันมากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าราชวงศ์เธอกรมหมื่นอักษรสาสนโสภณเป็นผู้สร้างหนังสือนารายณ์ ๒๐ ปางขึ้น โดยใช้ชื่อว่า เทวปาง ปัจจุบันได้จารึกไว้ในศิลาที่ระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมีข้อสังเกตอยู่ว่าการอวตารของพระนารายณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป ตามยุคต่างๆ คือ กฤตยุค ไตรดายุค ทวาปรยุค และกลียุค ซึ่งถ้ามองในเชิงวิเคราะห์ถึงอารยธรรมของมนุษย์ก็คือ นัยยะแห่งวิวัฒนาการ และการอบรมสั่งสอนจิตใจของมนุษย์นั่นเอง
และในนารายณ์ ๒๐ ปางนี้ ก็มีปางหนึ่งที่อวตารลงมาเป็นมนุษย์ ชื่อ ทุลกี เพื่อปราบมิจฉาทิฐิของอังคุฐพรหม ที่กลับชาติมาเกิดเป็นม้าอสุระกัณฐะกะ ความมีมิจฉาทิฐิ หรือความไม่รู้ผิดชอบชั่วดีหากแฝงกินอยู่ในจิตใจผู้ใดแล้วย่อมนำความวิบัติมาสู่ผู้นั้นเป็นแน่ไม่ช้าก็เร็ว ดังเช่นเรื่องของพระพรหมองค์หนึ่งที่มีนามว่า อังคุฐพรหม แม้เสวยทิพยวิมุตติสุขวิมานชั้นพรหม ก็ยังไม่พ้นในมารแห่งกิเลส มีจิตริษยาพระพรหมธาดาเพราะทรงมีพาหนะเป็นหงษ์ทอง จึงออกอาละวาดรบกวนรังแกบรรดาพระพรหมทั้งหลาย เพื่อทำลายสมาธิที่กำลังบำเพ็ญเพียร เหล่าพระพรหมต้องละจากฌานนำความขึ้นกราบทูลท่านท้าวมหาพรหมธาดา พระองค์จึงทรงมีพรหมโองการบัญชาสั่งให้ พระพรหมสัทธาสิทธิ พระพรหมสัทธาสิบ พระพรหมสัทธาทิพย์ และพระพรหมสัทธาเทพ ไปปราบปราม แต่พรหมทั้ง ๔ ก็ไม่อาจต้านทานอิทธิฤทธิ์ของอังคุฐพรหมได้ องค์มหาพรหมธาดาจึงทูลเชิญพระอิศวรให้เป็นผู้ปราบพรหมผู้เห็นผิดองค์นี้ การสู้รบระหว่างพระเป็นเจ้ากับอังคุฐพรหมดำเนินไปเป็นระยะเวลานานจนทำให้ทั้งสามโลกสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่ว เนื่องจากอังคุฐพรหมผู้นี้มีฤทธิ์บารมีมาก แต่กระนั้นก็ไม่อาจพ้นอำนาจฤทธิ์แห่งพระอิศวรเจ้าไปได้ พอได้จังหวะที่อังคุฐพรหมพลั่งท่า ทรงรีบถอดกุณฑลขว้างไปที่ศรีษะของอังคุฐพรหมในทันที ทำให้ศีรษะแตกล้มลงขาดใจตรงนั้น แต่ด้วยกิเลสความเห็นผิดมีมาก ทำให้แม้ตายแล้วก็ยังไม่ลดละ กลับเพิ่มความพยาบาทต่อพระอิศวร ดวงจิตจึงร่วงลงสู่ภพเดรัจฉานกำเนิดเป็นม้าทันที แต่ด้วยที่ตนเคยมีบารมีบุพกรรมที่ดีทำให้ แม้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังมีอิทธิฤทธิ์มากมายและมีนามว่า อสุระกัณฐะกะ มีนิสัยหยาบช้า ดุร้ายยิ่งนัก
เรื่องปกรณัมนี้มีการบันทึกว่าเกิดขึ้นในสมัยไตรดายุค ซึ่งในยุคนั้นม้าทุกตัวจะมีปีกสามารถบินเหาะเหินเดินอากาศ และเดินทางไปได้ทั้งสามโลก ม้าอสุระกัณฐะกะ จึงระรานไปทั้งสามโลก จนเป็นที่เอื่อมระอาไปทั่ว เหตุผลหลักก็เพื่อระบายแค้นที่ทำให้ตนต้องตกเป็นเช่นนี้

จนในวันหนึ่งอสุระกัณฐะกะบินไปดักซุ่มคอยเล่นงานพระอิศวรที่เชิงเขาไกรลาส ครั้นเวลานั้น พระฤาษีเทวบิด ผู้มีหน้าที่ถวายน้ำสรงของพระอิศวรผ่านมาเพื่อไปตักน้ำที่สระอโนดาต อสุระกัณฐะกะเห็นโอกาสจึงพุ่งเข้าทำร้ายพระฤาษีเทวบิดทันที แต่พระฤาษีเทวบิดไม่อาจต้านทานแรงของอสุระกัณฐะกะได้จึงหนีขึ้นไปทูลให้พระอิศวรทรงทราบ เมื่อพระอิศวรทรงทราบก็ทรงพิโรธเป็นอันมาก และก็ล่วงรู้ด้วยฌานในทันทีว่า ม้าตัวนั้นมิใช่ม้าธรรมดา แต่เป็นอังคุฐพรหมกลับชาติมาเกิด พระอิศวรจึงรับสั่งให้จตุบทและจตุบาทไปทูลเชิญ พระนารายณ์มาเข้าเฝ้าที่เขาไกรลาสเพื่ออวตารลงไปปราบม้าอสุระกัณฐะกะ เพราะม้าตัวนี้มีฤทธิ์มาก ไม่มีผู้ใดจะสามารถปราบได้ นอกจากพระเป็นเจ้าองค์นารายณ์เท่านั้น
เมื่อรับเทวโองการทูลเชิญพระนารายณ์จึงสำแดงทิพยอำนาจอวตารเป็นบุรุษสองกร ทรงนามว่า พระทุลกี พระกรขวาทรงแส้ไม้ พระกรซ้ายทรงร่มทิพย์ และเสด็จขึ้นประทับบนหลังม้าเทวกัณฐัศมีปีกที่สง่างาม และมีฤทธิ์เดชอย่างมากมาย พระทุลกีวตารทรงขับม้าเสด็จลงจากเชิงเขาไกรลาส เห็นอสุระกัณฐะกะกำลังอาระวาดรังแกเหล่าเทวดาและพระฤาษีที่กำลังบำเพ็ญเพียร พระทุลกีวตารทรงขับม้าเข้าขวาง จึงเกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างรุนแรง พระทุลกีทรงใช้แส้ฟาดใส่อสุระกัณฐะกะจนกระเด็นไปหลายครั้งจนรู้ว่าตนเองนั้นสู้ไม่ได้เป็นแน่ จึงหนีไปหลบอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสินธุและในเวลาเดียวกันนั้นมีพระฤาษีสัชนาไลย เป็นพระฤาษีผู้มีเมตตาเป็นยิ่งนัก ท่านบำเพ็ญพรตอยู่ ณ ถ้ำภายในภูเขารัตนประพาฬ ซึ่งท่านกำลังออกมาหาผลไม้บริโภคขบฉัน ครั้นเมื่ออสุระกัณฐะกะเห็นก็ตรงเข้าทำทำร้ายทันที พระฤาษีไม่มีฤทธิ์ที่จะต้านทานอสุระกัณฐะกะได้ก็วิ่งหนี แต่ไม่รอดถูกอสุระกัณฐะกะ....
(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่
๓๐ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘)
|