ว่านธรณีสาร

 



         ว่านธรณีสารมีหลายชื่อเรียกตามท้องถิ่น เช่น เฮี้ยะเอ้โท้,มะขามป้อมดิน(เชียงใหม่) , เสนียด (ภาคกลาง) และก็เชื่อว่าคนที่อายุเข้าเลขสี่ หลายๆ คนคงรู้จักมักคุ้นกันดี เพราะเป็นว่านที่หาง่าย พบทั่วไป ที่สำคัญเป็นว่านที่ใช้ในการประกอบพิธีมงคล ไล่สิ่งอัปมงคลเสนียดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันอาจพบเห็นว่านธรณีสารน้อยลง เนื่องจากกาลเวลาเปลี่ยนไป สิ่งบางสิ่งก็จำต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปตามเวลานั่นคือ ความศักดิ์สิทธิ์ และสรรพคุณทางยาที่มีอยู่ในว่านธรณีสารไม่เคยแปรเปลี่ยน ยังคงเดิมเสมอ
สมัยรุ่นปู่ย่าตายาย เมื่อคราใดที่มีพิธีมงคล สิ่งหนึ่งที่ขาดเสียมิได้ คือต้องมีกิ่งของว่านธรณีสารอยู่ในพิธีด้วยเสมอ ปัจจุบันว่านธรณีสารกำลังจะสาบสูญไปจากสังคมไทย เนื่องจากทัศนคติของคนไทยกำลังเปลี่ยนไป

         ว่านธรณีสารยังคงความสำคัญก็ตามชนบทที่ทุรกันดาร หรือในชนบทบางพื้นที่ที่ยังคงเชื่อถือเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำอยู่ เพราะเชื่อว่าว่านธรณีสารสามารถแผ่อิทธิคุณคุ้มครองอาณาบริเวณนั้นให้รอดพ้นจากมนต์ดำ ความจัญไรได้อย่างสบาย ซึ่งคุณวิเศษของว่านธรณีสารนั้นมีมากกว่าที่หลาย ๆ คนจะคาดคิด ไม่เช่นนั้นคนสมัยโบราณคงไม่ยกย่องให้ว่านธรณีสารเป็นไม้มงคลชั้นสูงเป็นแน่

เรื่องอิทธิคุณของว่านธรณีสารนี้ ผู้เขียนเองก็เคยประสพมากับตัวเอง และก็ทั้งเพื่อนฝูงก็เห็นประจักษ์กันมาแล้ว จะขอนำมาเล่าสักเรื่องสองเรื่อง คือ บ้านเพื่อนประตูบ้านเขาตรงกับทางสามแพร่ง ซึ่งคนโบราณถือว่าเป็นทางที่ไม่ดี ประจวบกับในบ้านเขามีเด็กอ่อนเพิ่งเกิด เด็กคนนี้จะร้องทุกคืน ร้องจนตัวงอ ผู้เขียนจึงแนะนำว่าให้หาว่านที่มีอิทธิคุณทางด้านการป้องกันสิ่งอัปมงคล เสนียด ภูติผีมาตั้งไว้หน้าบ้าน จากนั้นจึงนำว่านเพชรนารายณ์ เกราะเพชรไพฑูรย์ และว่านธรณีสารมาให้เขาปลูก หลังจากนั้น ๒ - ๓ วัน จะด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบได้เด็กก็ไม่ร้องอีกเลย เพื่อนก็เชื่อสนิทใจว่าคงเกิดจากว่านเป็นแน่ ส่วนอีกคนหนึ่งเขาบอกว่าที่บ้านมักเกิดเหตุการณ์ประหลาดๆ เช่น เหมือนมีอะไรหล่นใส่หลังคาบ้านบ้าง กลางคืนจะได้ยินเสียงประหลาดๆ บ้าง ผู้เขียนก็แนะนำไปเช่นเคย โดยตอนแรกปลูกต้นธรณีสารและว่านเพชรนารายณ์อย่างละต้น และก็นำใบของธรณีสารมาประพรมน้ำมนต์ที่บริเวณบ้าน จากนั้นเหตุการณ์แปลกก็เริ่มจางหายไป มันก็เป็นการย้ำให้เขายิ่งเชื่อในอิทธิคุณว่านมากขึ้น ปัจจุบันเขาปลูกไว้สี่ทิศเลย และยังบอกอีกว่าที่ปลูกแบบนี้ เขาคิดเองเพราะเห็นว่าปลูกแล้วได้ผล จะได้กันภัยทั้งสี่ด้าน ตอนนี้ที่บ้านเขาก็ไม่เจอเหตุการณ์ประหลาดๆ แล้ว และนี่ก็เป็นเพียงสองเหตุการณ์ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ยังมีอีกมากกับเรื่องที่เกี่ยวกับความอัศจรรย์ของว่าน แล้วจะทยอยมาเล่าให้ฟังในภายหลัง ผู้อ่านก็ใช้วิจารณญาณพิจารณาก็แล้วกัน มันก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลด้วย ถ้าไม่เจอกับตัวก็อาจจะเชื่อยากสักหน่อย เอาล่ะมาเข้าเรื่องว่านกันต่อดีกว่า

         ลักษณะของว่านธรณีสาร สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกับว่านทั่วไปคือ ว่านธรณีสารเป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก สูงเต็มที่ประมาณ ๓ - ๔ ฟุต มีลำต้นขึ้นไปตรงๆ เหมือนกับไม้ยืนต้นทั่วไป ลำต้นกลมเล็กตรง มีก้านใบ และลักษณะใบคล้ายใบมะยม แต่ใบเล็กกว่ามะยมมาก ลักษณะต้นจะแจ้เตี้ยถ้าปลูกมากๆเป็นกลุ่มก็ดูสวยงามดี มีดอกสีแดงเล็กๆ ห้อยเป็นตุ่มอยู่ตามใต้ท้องใบ ลักษณะเป็นราวคู่กันไปจนถึงปลายก้านใบ คล้ายกับลูกใต้ใบ มีบางท่านกล่าวว่าว่านธรณีสารนั้นไม่ใช่ว่าน แต่จัดอยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพร ซึ่งถ้ามองตามหลักพฤกษศาสตร์ก็อาจหมายถึงพืชที่เป็นสมุนไพรในวงศ์สลัดได แต่ถ้าตามหลักอาถรรพ์เวทแล้วธรณีสารก็มีบันทึกไว้ในตำราว่าน มีการกล่าวถึงอิทธิคุณไว้อย่างชัดเจนด้วยเหมือนกัน ส่วนนี้ก็เป็นการมองอีกทัศนะหนึ่ง ผู้เขียนจะไม่ขอหักล้างความคิดผู้ใด แล้วแต่ความเห็นส่วนตัว

        ประโยชน
์ โบราณท่านบันทึกไว้ว่า ธรณีสารสามารถใช้ทางประกอบพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ในงานศิริมงคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่ง งานวันเกิด ฯลฯ โดยจะนำกิ่งหรือก้านใบธรณีสารมาจุ่มในขันน้ำมนต์ และใช้เป็นที่ประพรมน้ำมนต์เพื่อให้เกิดความศิริมงคลแก่คนในพิธีและมงคลแก่สถานที่นั้นๆ ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว เนื่องจากเวลาพระประพรมน้ำมนต์ก็มักใช้ก้านมะยมบ้าง ก้านมะพร้าวบ้าง ธรณีสารจึงถูกลดบทบาทลง แต่ในต่างจังหวัดบางที่ก็ยังคงใช้ธรณีสารผสมกับก้านมะยมประพรมน้ำมนต์ บางท่านเมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว คราวใดที่ประกอบพิธีมงคลจะนำไปใช้บ้างก็ได้ อย่างน้อยก็เป็นการอนุรักษ์มรดกที่บรรพบุรุษท่านอุตส่าห์ถ่ายทอดไว้ให้

         ส่วนสรรพคุณทางด้านแพทย์แผนโบราณ ธรณีสารเป็นที่นิยมมากและรู้จักกันมาช้านานแล้วสรรพคุณทางเภสัช ใช้ปรุงยาขับลมในลำไส้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีสำหรับโรคของเด็ก ใช้ใบธรณีสารมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับพิมเสนพอสมควร ใช้ยานี้กวาดคอ สำหรับเด็กที่เป็นไข้ตัวร้อน หรือว่าเด็กเป็นตาลทราง หรือในผู้ใหญ่ที่ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดท้อง ใช้ต้นและรากต้มน้ำกินเป็นยาขับลมได้ ใบตำเป็นยาพอกเหงือกบวม แก้ปวดฟัน และตำพอกตามร่างกายแก้ผืนคัน สรรพคุณทางยานี้ผู้ที่ไม่มีความชำนาญหากต้องการใช้ต้องปรึกษาแพทย์แผนโบราณก่อน ผู้เขียนไม่ได้แนะนำให้ใช้โดยตรง เพราะใช้ผิดวิธี ผิดขนาดแทนที่จะให้คุณอาจเกิดโทษก็เป็นได้

         วิธีปลูก ธรณีสารขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยใช้เมล็ดเพาะต้นกล้าเสียก่อน พออายุ ๓ - ๔ สัปดาห์ ต้นแข็งแรงแล้วค่อยแยกไปลงกระถางในภายหลัง แต่การปลูกด้วยเมล็ดอาจจะยุ่งยากมาก ต้องใช้ความดูแลเอาใจใส่พอสมควร เพราะเมล็ดของธรณีสารนั้นเล็กมาก หากนำไปฝังดินลึกไป......

(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๓๑  เดือนธันวาคม  ๒๕๔๘)