อาเตรยะ มหาเถรตำแย

 


ข้าขอประนมหัตถ์ พระไตรรัตนนาถา
ตรีโลกอมรา อภิวาทนาการ
อนึ่งข้าอัญชลี  พระฤาษีผู้ทรงญาณ
แปดองค์เธอมีญาณ  โดยรอบรู้ในโรคา
ไหว้คุณอิศวเรศ  ทั้งพรหมเมศทุกชั้นฟ้า
สาปสรรค์ซึ่งหว้านยา  ประทานทั่วโลกธาตรี
ไหว้ครูกุมารภัจ  ผู้เจนจัดในคัมภีร์
เวชศาสตร์บรรดามี  ให้ทานทั่วแก่นรชน
ไหว้ครูผู้สั่งสอน  แต่ปางก่อนเจริญผล
ล่วงลุนิพพานดล  สำเร็จกิจประสิทธิพร

(คำไหว้ครูจากคัมภีร์ฉันทศาสตร์ ฉบับพระยาวิชยาธิบดี(กล่อม)อดีตผู้ว่าเมืองจันทบุรี เรียบเรียง)

      จากบทไหว้ครูจากตำราฉันทศาสตร์ ตำราแพทย์ในแผนไทย(โบราณ)ที่ยกมามาพิจารณาได้ว่า ครูที่เกี่ยวกับวิชาเวชศาสตร์ (แพทย์)มีหลายท่านทั้งส่วนที่เป็นเทพพรหมตามที่กล่าวว่า อิศวเรศ(อิศวร)และพรหมเมศ (พระพรหม) ส่วนครูที่เป็นพระฤาษีนั้นกล่าวไว้ถึงแปดองค์ที่ออกจะเน้นเอาคติเรื่องราวในคัมภีร์ไสยไว้ค่อนข้างมาก โดยได้พยายามประสานคติทางพุทธศาสนาไว้ด้วยโดยยกไว้ในลำดับแรกที่ว่า “พระไตรรัตนาถา” โดยมีการสอนจรรยา ไว้เพิ่มเติมให้แพทย์(โบราณ) ทั้งหลายยึดถือปฏิบัติ เช่น
“ศีลแปดและศีลห้า เร่งรักษาสมาทาน ทรงไว้เป็นนิจกาล ทั้งไตรรัตน์สรณา…”เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิที่ควรยึดถือและแนะนำการเรียนวิชาแพทย์ ควรจะ “พิเคราะห์ ดูผู้อาจารย์ เที่ยงแท้ว่าพิสดาร ทั้งพุทธ ไสย์จึงควรเรียน….” และในบทไหว้ครูในคัมภีร์ฉันทศาสตร์นี้เองที่เป็นตัวอย่างสำคัญ ที่แสดงการประสานความเชื่อแบบคติชนวิทยา ด้าน “พุทธ” กับ “ไสย์” เข้าด้วยกัน ดังที่ยกมาว่าผู้ประพันธ์จะยกเอาพระรัตนตรัย เป็นอันดับปฐม คือการไหว้ “พระไตรรัตนาถา” แล้วจึงไหว้พระฤาษีทั้งแปดตามที่กล่าวมา ซึ่งน้อยคนนักจะทราบว่าหมายถึงท่านใด เพียงแต่กล่าวตามๆกันเท่านั้น เมื่อสอบค้น ตามคติอินเดีย ที่เรามักรับเอาเรื่องราวต่างๆมาพบว่า จะถือเอาพระฤาษี ทั้งหลาย เป็นผู้รับวิชา การแพทย์มาจากพระพรหม เพื่อนำมาเผยแพร่แก่ชาวโลก ฤาษีที่เป็นปฐมาจารย์ ทางการแพทย์คือ อาเตรยะ มีศิษย์ที่มีชื่อเสียง คือ ฤาษีหาริต อัคนิเวศ กาศยป และเภท ต่อมาในสมัยหลังปรากฏชื่อ ฤาษี ผู้เป็นอาจารย์ ทางการแพทย์อีกสามองค์ คือ จรกะ สุศรุต และ วาคภัฏ ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าพระฤาษีทั้งแปดองค์จึงน่าะนับเอาตามอย่างที่กล่าวมานี้และเราจะเห็น อีกส่วนหนึ่งที่มักจะคุ้นตาคุ้นหูกันก็คือครูแพทย์ อีกท่านหนึ่งที่มักยกกันในบทไหว้ครู จนเข้าใจกันว่าท่านเป็นบรมครูวิชาแพทย์แผนไทยคือท่าน “ชีวกโกมารภัจ” ซึ่งในตำนานคติพุทธถือว่าเป็นแพทย์หลวงประจำตัวพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธ และถือว่าเป็นแพทย์ประจำองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ซึ่งท่านได้ศึกษาวิชาแพทย์จาก ฤาษีอาเตรยะ ที่สำนักตักศิลา แต่เราคนไทยน้อยคนนักจะรู้จักนาม “อาเตรยะ” หากออกชื่อว่า “มหาเถรตำแย” หลายท่านคงร้องอ๋อ กันทีเดียว ชื่อนี้ ได้ปรากฏในตำราแพทย์แผนไทย ที่ชื่อว่า “คัมภีร์ปฐมจินดา” ตอนหนึ่งว่า
“…อันว่าข้า (ชีวกโกมาโร) ชื่อชีวกโกมารภัจ(สุตํ) ได้สดับฟัง(มหาเถรโต) จากสำนักมหาเถรผู้ชื่อว่า ตำแย….”
มีข้อน่าสังเกตว่าชื่อ “ตำแย” ไม่ปรากฏในคำบาลีเลย ที่กำกับไว้ในวงเล็บคงเป็นชื่อที่จำต่อๆกันมาจนเพี้ยนจากชื่อเดิม หากพิจารณาเสียงที่ใกล้เคียงกันก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า เป็นชื่อที่กลายมาจาก “อาเตรยะ” อาจารย์ของหมอ ชีวกโกมารภัจ

      อนึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายที่มาของคำ“ตำแย”ในคำหมอตำแยผู้ทำคลอดว่า ได้ชื่อมาจาก “มหาเถรตำแย” ซึ่งน่าจะได้จากข้อความตอนหนึ่งในคัมภีร์ปฐมจินดาที่กล่าวถึงการทำคลอดว่า “…ถ้าแพทย์ผู้ใดก็ดี หมอตำแยแม่มดผู้ใดก็ดี แลจะถือครรภ์ให้กุมารคลอดไปเบื้องน่านั้น ให้บูชาบวงสรวงพระมหาเถรตำแยก่อน จึ่งประสิทธิทุกประการ…”

      ส่วนในคัมภีร์อื่นๆ อาจพบว่า อาจารย์ของท่านชีวกโกมารภัจ นอกจากจะมีชื่อว่า “อาเตรยะ” ดังกล่าวมาแล้ว บางแห่งยังใช้ชื่อ “ฤทธิยาธรดาบส” ซึ่งตามรูปศัพท์ มีความหมายว่า ดาบสผู้ทรงฤทธิ์เท่านั้นจึงน่าจะเป็นสมญานามมากกว่าที่จะเป็น ชื่อจริง สำหรับเรื่องราวที่ค่อนไปทางศาสตร์ไสย์ ชื่อมหาเถรตำแย ก็เป็นการกล่าวอ้างถึงอำนาจในการบำบัดรักษาสิ่งที่เรียกว่า คุณไสย์ หรือ โรค ในทางมิติจิตวิญญาณ ดังปรากฏในมนต์ที่เข้าลักษณะคำร่ายยาวที่ชื่อว่า “โองการมหาเถรตำแย” นั่นเองอันแสดงถึงอำนาจแบบ ฤทธิยาธร ดาบส มากกว่าความรู้ในการประกอบยาสมุนไพรอันเป็นการรักษาโรคทางกายปกติ


      ชื่อของมหาเถรตำแย ในความรู้จักของคนไทยจึงเป็นไปในทางการบำบัด สิ่งชั่วร้าย ที่มารังควาญความสงบสุขของมนุษย์ที่มีนัยสองสถานคือ โรคภัยและคุณไสย อันเป็นคติวิทยาของชนย่านสุวรรณภูมิที่ยอมรับและประนบใช้เรื่องราวต่างๆที่แม้รับจากต่างถิ่น มาเข้ากับวิถีความเชื่อเดิมอย่างลงตัวโดยบางครั้งก็อาจเปลี่ยน ชื่อสิ่งที่รับมาเสียเป็นภาษาสำเนียงแบบของตนโดยอาจไม่คงเค้าความหมายเดิมดังเช่นนามท่าน ฤาษี อาเตรยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ที่เป็นถึงอาจารย์ท่านหมอชีวกโกมารภัจ ที่มาเป็นการเรียกขาน แบบชาวสุวรรณภูมิว่า “มหาเถรตำแย” ………..


(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๓๓  เดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๔๙)