![]() |
| พระยันต์มหาราช |
ในกระบวนวิชาไสยศาสตร์ ที่สำคัญของไทยนั้น จะมีคัมภีร์หลักปรากฏอยู่หลายคัมภีร์ที่รู้จักกันก็ได้แก่ ปถมัง อิธะเจ พุทธคุณ ตรีนิสิงเหและมหาราช ซึ่งแต่ละคัมภีร์หากทำสำเร็จก็จะมีคุณานุภาพรอบด้านทีเดียว โดยเฉพาะวิชามหาราชนั้นขึ้นชื่อด้านเสน่ห์มหานิยม ในระดับสุดยอดทีเดียว พระตำรับนี้ได้แฝงความหมายไว้อย่างลึกซึ้ง ถึงบุคคลที่จะเป็นใหญ่ เหนือผู้คน ก่อนที่จะเป็นจอมคนต้องได้ใจคนก่อน สาระของความยิ่งใหญ่แท้จริงคือการมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมในการเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของผู้อยู่ใต้ปกครองที่จะยอมรับและสิโรราบอย่างเต็มใจ มีใช่การใช้กำลังอำนาจเข้าขู่เข็ญบังคับที่เป็นเพียงการครอบครองเพียงเปลือกนอก แต่การครองอำนาจที่แท้จริงต้องเริ่มจากการยอมรับจากภายใน ยอดวิชาทางไสยาศาสตร์สยามที่ใช้ครองใจคน ได้อยู่เหนือผู้คนทั้งกายและใจ จึงได้รับการขนานนามว่า วิชามหาราช หรือ วิชาจอมราชันผู้ยิ่งใหญ่รูปแบบของวิชามหาราชนี้อยู่ตรงหัวใจที่ว่า ต้องสำเร็จ เป็น พระยันต์มหาราช ที่มีคุณานุภาพเอกอุ โดยโบราณาจารย์ได้กำหนดแบบวิธีขั้นตอนกำเนิดพระยันต์ (การเดินวิชาซึ่งการสำเร็จยันต์มหาราชต้องเดินวิชาทั้งเดินนอกรูปแบบและเดินในคุณสมบัติทางจิต ซึ่งทั้งสองประการจะกล่าวต่อไป) ที่แผงนัย ดังกล่าว เป็นขั้นตอนการลบผงวิเศษ แบบหนึ่งซึ่งมีที่มาจาก การประมวล มูลกัจจายน์สูตร และคัมภีร์ปถมัง เป็นสูตรอาคมศักดิ์สิทธิ์เฉพาะตัว วิชามหาราชนั้น มีทั้งส่วนที่ลบเป็นผงวิเศษ แล้วนำผงอาคมที่ทำสำเร็จนั้นมาประกอบ เครื่องยาทางอาคม ใช้ตามความประสงค์ด้านต่างๆ หากทำสำเร็จ เป็นพระยันต์ก็ทรงอานุภาพถึงขั้นครอบจักรวาลทั้งเด่นในเรื่องมหานิยมคุมใจคน ซึ่งจะทำความเข้าใจเพิ่มเติมในแง่ไสยศาสตร์สยามสักหน่อยเกี่ยวกับ คำว่า เมตตา และ มหานิยม นั้นเพียงคล้ายกันแต่ไม่เหมือน เพราะเมตตา นั้นเป็น เพียง คน หนึ่ง กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็น ปัจเจกบุคคล เป็นวิชาที่ไม่กว้างขวางครอบคลุม มหานิยม เป็น คนหนึ่ง กับกลุ่มคนหรือฝูงชน ที่ถือเป็นพาหุหรือพหู อนุภาพของวิชามหานิยมจึงทำยาก และมีผลมากครอบคลุมกว่า หากจะอธิบายในแง่ กัมมัฏฐาน มหานิยมก็คือการแผ่เมตตาออกทิศจักรวาลที่เป็นมหาจิตตานุภาพอย่างสูงสุดวิธีหนึ่งในการบำเพ็ญจิต ซึ่งเป็นการให้ความรักแก่คนทุกชั้นวรรณะ เเม้อมนุษย์ ไม่ว่าภพสูงกว่าหรือต่ำกว่า วิบากที่ปรากฏก็คือการเป็นที่รักแก่หมู่มวลเทพนิกรและมนุษย์ จตุบท ทวิบาททั้งปวง ดังในพระคาถารัตนมาลาบทที่สองซึ่งทรงความศักดิ์สิทธิ์ด้านเมตตามหานิยมที่ว่า ปิโยเทวะมนุสสานัง ปิโยพรหมานมุตตโม ปิโยนาคะสุปันนานัง ปินินทรียังนะมามิหัง ถอดความได้ว่า *เป็นที่ยินดีแก่เทวะและมนุษย์ทั้งหลาย *เป็นที่ยินดีแก่พรหม *เป็นที่ยินดีแก่นาคและครุฑ *เป็นที่ยินดีกับที่ปรากฏอินทรีย์ทั้งหลาย
พระคาถาบทนี้ชื่อว่า ปิโย แปลว่าเป็นที่รัก ที่ชื่นชม ดังเราจะเห็นว่า พระมหากษัตริย์ ที่ยิ่งใหญ่ ของไทยเราพระองค์หนึ่งคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงรับการถวาย พระสมัญญาว่า มหาราช นั้นก็ด้วยเป็นที่รักของปวงพสกนิกร จนได้รับขนานพระนามว่า พระปิยะมหาราช เป็นว่า ราชาผู้ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักชื่นชมแห่งมหาชน การเป็นมหาราช จึงไม่ใช่การพิจารณาเพียงเรื่องพระราชอำนาจว่า ทรงเดชานุภาพเพียงประการเดียวแต่สำคัญที่สุดคือ ต้องสถิตย์ในใจ(เป็นที่รัก) แก่พสกนิกรของพระองค์ด้วย การได้ ความรัก เมตตาจนถึงระดับเป็นที่เสน่หามหานิยมจึงเป็นเรื่องสำคัญของผู้เป็นจอมคนโดยแท้ วิชามหาราชจึงเป็นการเจาะแก่นแท้ของความจริงในสังคมมนุษย์ข้อนี้ ในสาระสำคัญเริ่มแรกของพระยันต์มหาราชหรือวิชามหาราช ก็คือ การเข้าถึง จิตใจมนุษย์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า นามทั้งห้า คือ นาม คือปรากฏการณ์แห่งจิต สู่ชาติภพและสุญญตา ในตำรามหาราชที่ใช้สำหรับลงผงวิเศษอีกตำราหนึ่ง ตามตำรับไสยศาสตร์สยามที่สืบมาแต่โบราณ เป็นตำราที่ทรงคุณค่าเยี่ยมทางเมตตาไม่แพ้ตำหรับอื่น และใช้ได้สารพัดทั้งบุรุษและสตรีแบบที่ใช้ลงในเบื้องต้นและลงในเบื้องปลาย เมื่อทำสำเร็จเป็นยันต์แล้วจะลบต่อไปนั้น ท่านวางแบบไว้หลายแบบด้วยกัน แต่ที่นิยมทำกันก็คือเริ่มแต่การตั้งนามทั้ง ๕ คือ ๑. เจ้า ๒. นาง ๓. ออ ๔. สัพเพชนา ๕. พหูชนา ฯ นามทั้ง ๕ นี้ก็คือคำที่ใช้เรียกแทนชื่อนั่นเองได้แก่ คำว่า เจ้า เจ้านั่นเจ้านี่ นาง นางนั่นนางนี่ ออ ออนั่นออนี่ สัพเพชนา พหูชนา ก็คือคนทั้งหลายทั้งปวงนั่นเองคำว่า นาม ก็หมายถึง ชื่อ ที่เป็นการแสดงตัวตนของบุคคลต่างๆที่เป็นการเรียกหากันในสมัยโบราณ คำว่า นาม นั้นแท้จริงหมายถึงตัวตนที่มากกว่าความเป็นบุคคล หรือรูป ดังความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้แสดงไว้ว่า คำชนิดหนึ่งในไวยกรณ์ สำหรับเรียก คน สัตว์ สิ่งของ ต่างๆ และ สิ่งที่ไม่ใช่รูป คือจิตใจ คู่กับรูป ซึ่งเป็นการแสดงความหมายของ นาม ที่สื่อถึงปรากฏการณ์ทางจิต ที่เกิดการรู้และการเห็นขึ้น ก่อนที่จะเกิดการปรุงแต่งการรับรู้นั้นด้วยการคิด จากประสบการณ์ที่ตนผ่านมา นามจึงเป็นการเริ่มต้นของพิกัดของจิตวิญญาณ ที่ปรากฏในโลกธาตุนี้ กล่าวได้ว่า นาม เป็นตัวเริ่มต้นและสิ้นสุดของทั้งหมด เป็นเริ่มต้นและสิ้นสุดทั้งฝ่ายโลกีย์ ที่ทำให้เกิดชาติภาพและเรื่องต่างๆ หากกล่าวถึงสภาวะขั้นโลกุตรธรรม นามเป็นการหยิบยก สภาวะธรรมขึ้นพิจารณา ในพระไตรลักษณ์เพื่อเปิด การหยั่งรู้ของจิตวิญญาณเข้าสู่แก่นแท้ภายใน จนถึงที่สุด คือ (วิถี)วิญญาณ ภายใน ดัง พุทธพจน์ที่กล่าวว่า วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป และหากพระโยคาวจรท่านใดตีด่านนามแตกแล้ว ก็จะพบพระเห็นธรรมได้โดยไม่ยาก การนำ นาม ทั้ง ๕ มาตั้งเป็นปฐม ในการคำนวณเดินวิชาตามแบบมหาราชนี้ จึงเชื่อได้ว่า บูรพาจารย์ ผู้คิดค้นเป็นผู้สำเร็จจิต สำเร็จธรรมชั้นสูงทีเดียว เพราะนามตัวเดียวนี้เองที่แสดงอำนาจครอบคลุมจิตวิญญาณมนุษย์ทั้งหลาย เป็นทั้งโลกธาตุโลกธรรม ดังจะเห็นในวิชาโบราณ เรียกสิ่งที่ละเอียดอ่อนไม่ปรากฏรูปว่านาม เช่นกันอย่างวิชาทักษาก็จะมีการแทน เรียกเป็นนามสัตว์ แปดทิศเช่น มุสิกนาม พยัคฆนาม ครุฑนามฯ นามจึงเป็นตัวตั้งตัวเกิด และตัวสำเร็จของจิตทั้งมวลดังปรากฏในเนื้อความของวิชามหาราชตอนตั้งนามทั้ง ๕ ว่า อาจาริเยนะ อันพระอาจา ริยะเจ้า ฐะปิยะเต ตั้งไว้แล้วให้แปล เจ้านางออเป็นใหญ่กว่าหญิงชาย สัพเพชะนา อันว่าชนทั้งหลายทั้งปวง พะหู เป็นอันมาก ชะนา อันว่า คนทั้งหลาย เจ้านางออเป็นใหญ่กว่า หญิงชายทั้งหลาย อิทังสัททะรูปัง อันว่า สัททะรูปนี้ นิปผันนะรูปังย่อมสำเร็จ (เป็นเจ้านางออสัพเพชนาพหูชะนา) และมีศัพท์เรียกเฉพาะถึง นามใหญ่ ที่ครอบคลุมนามทั้งปวงในโลกนี้ ว่า นามองครักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นอักขระวิเศษ ที่ใช้คุมใจคน บางทีก็เรียกว่า นะองครักษ์ (องครักษ์-การคุ้มครอง การกำกับ ยังหมายถึงโลกธาตุ จักรวาล ด้วยองครักษ์ มีอัตราเกณท์= ๑๐๘=เกณฑ์ จักรวาล) เมื่อได้ตั้งนามทั้ง ๕ แล้ว ก็ใช้สูตรมหาราชเดินวิชา ลบนามทั้ง ๕ เป็นนะโมพุทธายะและลบนะโมพุทธายะ เป็นมะอะอุ ลบมะอะอุเป็น อุองการ อัน อุองการนี้เป็นหัวใจของตำรามหาราชทีเดียว และเป็นอักษรวิเศษที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ถึงแม้ตราพระบรมราชโองการของพระเจ้าแผ่นดินในสมัยโบราณก็แกะเป็นรูปอักษรอุองการนี่เอง(บางทีเรียกอุโองการมหาราช-อุโองการฟ้าผ่า) องการนี้ที่มาเดิมตามทางสันนิษฐานว่ามาจากคำ อุอะมะ หรือ โอม อันเป็นคำที่หมายถึงพระรัตนตรัย หรือพระผู้เป็นเจ้าทั้ง ๓ ในลัทธิพราหมณ์นั่นเอง แต่บางตำหรับการตั้งทีแรก มีวิธีการแปลกไปกว่านี้ คือตั้งต้นด้วยการลง สัพเพชนา พหูชนา ให้ลงเป็น ๕ หน ๆ ละบันทัด เป็น ๕ บันทัดด้วยกัน แล้วลบต่อไปอีกเป็น อิสวาสุ ๕ หน ๕ บันทัดลงเรื่อยต่อมาจนเกิดเป็นปฏิสนธิ ๕ แห่งด้วยกัน จึงได้ลบเป็น นะโมพุทธายะ ด้วยสูตรมหาราชคือ มะอะอุ ลบ อธิกะมูลัง เป็น นะ ตรีเทวานังลบมหาศาตรา เป็น โม อุ อุ ลบ อะ อะ เป็น พุท มะ มะ ลบ มหามันตรา เป็น ธา อุสะภะวา ลบ มหามันตัง เป็น ยะ อันสูตรสุดท้าย คือ อุสะภะวานั้น มีหลายนัยด้วยกันบางตำหรับก็ว่า อุอะสวา บางตำหรับก็ว่า อุสาอาวา ให้พึงพิจารณาดูเองเถิด เมื่อลบเป็นนะโมพุทธายะ ต่อไปก็ลบเป็นมะอะอุ และลบเป็นอุองการ เป็นยันต์ต่อไป ซึ่งตำรามหาราชทั้งแบบเดิมและแบบพิศดาร วิธีลบทั้งสองแบบก็มิค่อยจะแตกต่างอะไรกันมาก เฉพาะแบบพิศดารนั้นเพิ่มคาถาเสกและวิธีลบแยกแยะออกไปอีกมาก ผลสำเร็จของคัมภีร์มหาราชนี้ สำเร็จอยู่เพียงแค่ยันต์มหาราชเท่านั้น ทรงคุณภาพวิเศษในทางเมตตามหานิยมอย่างเอกอุ ส่วนที่ลบต่อไปจนเป็นมหาประทุมทั้ง ๕ นั้น ท่านให้เอาดอกบัวมา ๕ ดอก ลงองค์มหาปทุมองค์ละดอกใส่ลอยแช่น้ำมนต์ เสกด้วยอิติปิโส ๕๖ จบ สวากขาโต ๓๘ จบ และสุปฏิปัน- โน ๑๔ จบ เอาผงใส่ในน้ำมนต์แล้วเอาโองการมหาปทุม (องค์การพระเจ้า ๕ พระองค์) เสกอีก น้ำมนต์นี้วิเศษนักทั้งทางเมตตา ปัดเป่าทุกข์ภัยทั้งมวล ถอนแก้กระทำยำยีต่าง ๆ ได้ด้วย อันผงลงยันต์มหาราชนั้น สุดแต่จะปรารถนาใช้เป็นไปได้ทุกประการด้วยยันต์มหาราชและยันต์ประทับหลังนั้นใช้ลงใส้เทียนทำทางเมตตาดีนัก ให้ลงใส้เทียน ๒ เล่ม ขี้ผึ้งหนักเล่มละ ๔ บาท ปิดเงินปิดทอง ลงสัพเพชนา พหูชนาใส่ในกลางยันต์ปิโยเอาตัวยะทับลงยันต์มหาราชด้านหนึ่งแล้วลง ยันต์ปิโยประทับเอาไว้บูชาโดยไม่ต้องจุดไฟ เป็นที่รักที่บูชาแก่คนทั้งหลายจะลงเป็นตะกรุดก็ได้ ลงเป็นผ้าเช็ดหน้าก็ได้ เป็นเมตตามหานิยมยิ่งนัก เฉพาะตอนที่ลบจากยันต์มหาราชต่อไปนั้นหนักไปทางอิทธิฤทธิ์อยู่คงทนและจังงังบังตา ให้ดูตามฝอยที่กล่าวไว้นั้นเถิดซึ่งอุปเท่ห์ของวิชามหาราชที่ปรากฏในตำรานั้นสุดพิสดาร ซึ่งก่อนจะกล่าวถึงอุปเท่ห์ก็จะต้องทำความเข้าใจอักขระสำคัญที่กำกับยันต์มหาราชที่ชื่อว่า หัวใจสนธิ ซึ่งมีที่มาจาก หัวใจสนธิซึ่งเป็นการถอดความจาก อักขระที่ถือเป็นธาตุธรรม ได้หัวใจพระคาถาว่า งะ ญะ นะ มะ โดยจะขอคัดตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งที่บันทึกความเป็นมาของหัวใจอักขระสนธิไว้ดังนี้ สิทธิการิยะ พระคาถาหัวใจสนธินี้ เป็นยอดพระคาถาแล ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์มูลกัจจายน์ สำหรับพระคาถานี้ ท่านถอดออกมาจากตัวพยัญชนะ คือ กะ ขะ คะ ฆะ งะ ถอดออกมาเป็น งะ
จะ ฉะชะ ฌะ ญะ ถอดออกมาเป็น ญะ ฏะ ฐะ ฑะ ฒะ ณะ (ตะ ถะ ทะ ธะ นะ )ถอดออกมาเป็น นะ ปะ ผะ พะ ภะ มะ ถอดออกมาเป็น มะ บางฉบับถอดออกมาเป็น งะ ญะ ณะ มะก็มีผู้ใดได้พบพระคาถาหัวใจสนธินี้ ท่านว่าเป็นเอกกว่าคนทั้งหลาย สารพัดจะใช้ได้ทุกประการ ตามแต่จะปรารถนา เสกมะนาวให้หวานก็ได้ เสกเครื่องหอมใช้ทางเมตตาก็ได้ ใช้ภาวนาเป็นจังงังบังตาก็ได้ ใช้ยืนตีนเดียวกลางแจ้ง ภาวนาจนเงาหายเดินไปทางไหนคนไม่เห็นตัวเลย ถ้าจะสะเดาะโซ่คาขื่อตรวนเสก ๑๐๘ ทีพ่นน้ำลายลงไปลุ่ยหลุดแล ถ้าจะให้ผู้ใดเมตตา ให้ตั้งจิตอธิฐาน ทำเมื่อเวลาเช้าตรู่ เสกน้ำล้างหน้าบ่ายหน้าไปสู่ทิศตะวันออก ภาวนาจนเห็นนิมิตภาพของผู้นั้นปรากฏชัดเจนในขันน้ำล้างหน้า จึงเอาน้ำล้างหน้าไปหาเขาเถิด บังเกิดความรักใคร่เราแล ท่านให้เสกน้ำกิน ใช้ทางอยู่คง เมื่อเขาไล่มาเสกกิ่งไม้ขวางทางไว้ ตามเรามิได้ ลงพระอักขระทั้ง ๔ ใส่ฝ่ามือแล้วตบหน้าผาก ผู้ร้ายทำอันตรายเรามิได้เลย อนึ่งท่านให้เอาอักขระทั้ง ๔ นี้ ทำเป็นยันต์ขึ้นเรียกว่ายันต์มหาราช เป็นยันต์ที่มีคุณภาพทางเมตตาประเสริฐสุดคือ พระยันต์มหาราชซึ่ง ยันต์นี้ลงเป็นผงก็ได้ ลงตะกรุดก็ได้ ลงไส้เทียนก็ได้ ให้เรียนตามคัมภีร์มหาราช ทำตามสูตรที่ท่านวางไว้ ผู้นั้นจะเป็นเจ้าเสน่ห์แก่มนุษย์ทั้งโลก ซึ่งนัยความหมายที่แท้จริงก็คือ จอมราชันย่อมอยู่เหนือใจผู้คน นั่นเอง ![]() ![]() จอมราชันย่อมอยู่เหนือใจผู้คน ทรงพระเจริญ นอกจากอักขระสนธิ แล้ว เนื้อหาขององค์มหาราช ในภาควิชาพิสดารที่ปรากฏในลัทธิไสยศาสตร์ชาวสยามนั้นนั้นยังมีความซับซ้อนจากความน่าเชื่อของรูปและนามที่ปรากฏเป็นธาตุขันธ์ สู่ความประทับในดวงจิต จนถึงขั้น ประกาศิต ที่รู้จักกันในชื่อว่า โองการ โดยในคัมภีร์มหาราชยังสร้างความสัมพันธ์ของพลังงานทางจิต จากนามที่ไม่มีรูปชัดเจน ไปปรากฏเป็นธาตุขันต์ที่เป็นรูป(อักขระ)ที่หมายมั่นว่าเป็นตัว สั่ง หรือกำหนดที่ตั้งในมิติพลังงานทางจิตวิญญาณให้เกิดผลที่ชัดเจน ดังปรากฏขั้นตอน การเดินวิชามหาราช ก็คือ อุโองการมหาราช ซึ่งต่อมา นำมาประกอบเป็น อุโองการการผ่านาม หมายความถึง การบัญชาใจคนทั้งหลายให้เป็นไปตามจิตปรารถนา รู้จักอีกชื่อว่า อุโองการฟ้าผ่า ความรู้ส่วนนี้ จะขอข้ามไป เนื่องจากจะต่อเป็นวิชา นามองครักษ์ ที่มีผลทางเสน่ห์มหานิยมกับต่างเพศแบบมนต์ประเภทสาริกา โดยตรง ![]() ถ่ายภาพ Aura โดย สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต (PHD)
|