ฤาษีตาไฟ
         เรื่องราวของพระฤาษี ในตำนานนั้นมีมากมายโดยเฉพาะในแถบสุวรรณภูมิเราที่ดูออกจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระฤาษีต่างๆไม่น้อย ทั้งที่เกี่ยวพันกับปรำปราพื้นบ้านที่เป็นผู้ประสิทธิประสาทความรู้ต่าง ๆ และบางครั้งยังนำมาเกี่ยวพันกับการสร้างเมืองหรืออาณาจักรสำคัญๆ อยู่หลายอาณาจักร ลักษณะฤาษีแบบไทยๆนั้นดูจะแตกต่างออกไปจากฤาษีอินเดีย ตั้งแต่การแต่งกาย ที่อินเดียนิยมนุ่งห่มผ้าย้อมสีแบบจีวรพระที่ถือเป็นสีนักบวชและไม่นิยมหนังสัตว์ที่ถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะมีฤาษีอินเดียในสายนับถือพระศิวะที่มีการนุ่งห่มหนังสัตว์ ซึ่งปัจจุบันไม่พบมากนัก ส่วนไทยเรานั้นกลับนุ่งห่มหนังเสือ ที่คล้ายกับได้รับวัฒนะธรรมมาจากนักบวชแถบเปอร์เชีย ตามภาพเขียนไทยสมัยโบราณ ถ้ามีภาพป่าหิมพานต์ ก็จะมีรูปวิทยาธรที่เป็นพวกแต่งกายคล้ายๆฤาษี เข้าคลอเคลีย ผลไม้ประหลาดที่ชื่อนารีผลซึ่งพวกนี้ไม่จัดเป็นฤาษีแท้ อินเดียจะเรียกนักสิทธิ เราก็เรียกว่า เป็นนักสิทธิวิทยาธร หรือฤาสิทธิวิทยาธรไปอันนี้เป็นความแตกต่างที่อาจสับสนได้

          นักบวชที่เรียกว่า “ฤาษี” จะเป็นพวกบำเพ็ญพรต ตบะอย่างยิ่งยวด ซึ่งผลที่ได้ตอบแทนประการหนึ่งคือการมีอิทธิฤทธิ์ที่นอกเหนือชนสามัญ ฤาษีจึงเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ โดยจัดแบ่งฤาษีตามตบะออกเป็น ๓ ชั้นคือ
พรหมฤาษี - ผู้ทีตบะเลิศ ข่มจิตนิวรณ์ได้บรรลุญาณชั้นสูง
มหาฤาษี -
ผู้มีตบะข่มกามคุณ
ราชฤาษี -
สำเร็จญาณสมาบัติชั้นต้น

         ซึ่งบรรดาฤาษีผู้สำเร็จที่ปรากฏในคำไหว้ครู ไทยนั้นมีหลายท่านแต่ที่ปรากฏเสมอๆมีอยู่สามตนคือ พระฤาษีนารอด พระฤาษีตาวัวและพระฤาษีตาไฟ ซึ่งทั้งสามท่านนี้จะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาแต่โบราณ มีหลักฐานปรากฏในลานเงินลานทองที่ประจุไว้พร้อมพระพิมพ์โบราณที่กล่าวว่า “ตำบลเมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิไชยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ ว่ายังมีฤาษี ๑๑ ตน ฤาษีเป็นใหญ่ ๓ ตนๆ หนึ่งฤาษี พิลาไลย ตนหนึ่งฤาษีตาไฟ ตนหนึ่งฤาษีตาวัว เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งหลายนี้จะเอาอันใดให้แก่ พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้งสามจึงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้ ฉลองพระองค์ จึงทำเมฆพัตร อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อยเป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณชีพราหมณ์เจ้าไปถ้วน ๕๐๐๐ พรรษา ฤาษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงท่านจงไปเอาว่านอันมีฤทธิ์ เอามาสัก ๑๐๐๐ เก็บเอาเกษรไม้อันวิเศษ ที่มีกฤษณาเป็นอาทิ ให้ได้พัน ครั้นเสร็จแล้ว ฤาษีจึงป่าวร้องเทวดา ทั้งปวงให้ช่วยกันบดยา ทำเป็นพระพิมพ์ ไว้สถานหนึ่ง เมฆพัทรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้งสามองค์ นั้นจึงบังคับฤาษีทั้งปวง ให้เอาว่านทำเป็นผง เป็นก้อน ประดิษฐานด้วยมนต์คาถาทั้งปวง ให้ประสิทธิคุณทุกอัน จึงให้ฤาษีทั้งนั้นเอาเกสร และว่าน มาประสมกันดีเป็นพระให้ประสิทธิแล้ว ด้วยเนาวหรคุณ ประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่งถ้าผู้ใดให้ถวายพระพรแล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกคุณฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด”          ซึ่งข้อความตามลานทองจารึกการสร้างพระพิมพ์ อย่างเมืองกำแพงเพชร เมืองสุพรรณบุรีที่มีนัยทำนองนี้เป็นการแสดงความเชื่อถือคุณพระฤาษีโดยเฉพาะ ประธานฤาษีทั้งสามองค์นั้นอย่างได้อย่างดี



         สำหรับประวัติพระฤาษีตาไฟนั้นพอจะรวบรวมได้ว่าท่านมีความสัมพันธ์กับพระฤาษีตาวัวมีเรื่องเล่าดังนี้ว่า ฤาษีตาวัวเดิมท่านเป็นสงฆ์ ตาบอดทั้งสองข้างแต่ชอบเล่นแร่แปรธาตุ จนสามารถทำปรอทแข็งได้ แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อันใดคราวหนึ่งท่านไปถาน(ส้วม)แล้วเผอิญทำปรอทสำเร็จตกที่จะหยิบเอาก็มิได้ด้วยตามองไม่เห็น จึงเงียบไม่บอกใคร เลยแกล้งบอกให้ศิษย์ไปหาที่ถานว่าหากเห็นเรืองแสงเป็นสิ่งใดให้เก็บมาให้ ครั้นศิษย์กลั้นใจทำตามท่านดีใจนัก ได้ปรอทมา ก็ล้างให้สะอาดแล้วใส่โถน้ำผึ้ง เอาไว้ฉันเป็นยาไม่เอาติดตัวอีกเพราะเกรงหาย ต่อมาท่านรำพึงว่า เราจะมัวมานั่งตาบอดไปใย มีของดีวิเศษอยู่(ปรอทสำเร็จ) จึงให้ศิษย์ไปหาคนตายใหม่ๆ เพื่อควักลูกตาแต่ศิษย์หาศพคนตายไม่ได้ได้แต่พบวัวนอนตายอยู่เห็นเข้าทีดีจึงควักลูกตาวัวมาแทนท่านจึงเอาปรอทแช่น้ำผึ้งมาคลึงที่ตา แล้วควักตาบอดออกเสีย เอาตาวัวใส่แทน แล้วเอาปรอทคลึงที่หนังตาด้วยฤทธิ์ปรอทสำเร็จไม่ช้าตาท่านที่บอดก็เห็นดีดังธรรมดา หลวงตาท่านนั้นจึงสึกจากพระมาถือบวชเป็นฤาษี และเรียกฤาษีตาวัวมาแต่บัดนั้นส่วนพระฤาษีตาไฟนั้นพยายามค้นเรื่องราวก็ไม่พบว่าท่านเป็นใครและทำไมถึงเรียกว่า “ตาไฟ” ซึ่งบางท่านให้คติว่า ท่านคงบำเพ็ญจนสำเร็จกสิณไฟและบางคนเลย ไปถึงว่าท่านเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะเทพเจ้าสามตาของอินเดียที่พอลืมตาที่สามก็เกิดไฟประลัยกัปล์ การสร้างรูปท่านฤาษีตาไฟก็เลยทำเป็นสามตา โดยตาที่สามนั้นมีเคล็ดว่า ต้องทำตาหลับห้ามเปิดตาที่สาม มิฉะนั้นผู้ใดมีไว้บ้านเรือนจะไม่เป็นสุขด้วยอานุภาพตาไฟที่ลืมแล้วนั่นเอง

          เรื่องเล่าท่านฤาษีตาไฟ ก็มีอยู่บ้างในตำนานเมืองศรีเทพที่ท่านโดนลูกศิษย์หักหลัง กล่าวคือ ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่บ่อหนึ่งใครอาบก็ตาย บ่อหนึ่งคนตายอาบก็กลับเป็น ศิษย์นั้นไม่เชื่อ แล้วขอให้ท่านอาบให้ดูโดยสัญญาว่า เมื่อท่านอาบน้ำบ่อตายแล้วศิษย์จะจะนำน้ำบ่อเป็นมารดท่านให้กลับฟื้นแต่พอเอาเข้าจริงท่านตายไปเพราะอาบน้ำบ่อตายศิษย์เนรคุณก็หนีไป ต่อมาท่านฤาษีตาวัวที่เป็นเพื่อนกันมาเยี่ยมเพราะไปมาหาสู่กันเสมอ เห็นท่านตาไฟหายไปก็ผิดสังเกตุ จึงออกตามหา พบบ่อน้ำตายนั้นเดือดก็รู้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น เมื่อพบร่างท่านฤาษีตาไฟ จึงนำน้ำบ่อเป็นมารด ท่านตาไฟจึงฟื้นขึ้นมาเล่าเรื่องศิษย์เนรคุณให้ฟังและท่านตั้งใจจะแก้แค้นศิษย์ลูกเจ้าเมืองที่ทรยศนั้น โดยท่านเนรมิตรวัวพยนต์ เอาพิษร้ายประจุไว้ แล้วปล่อยวัวพยนต์นั้นไป วิ่งรอบเมืองทั้งกลางวัวกลางคืน แต่เข้าเมืองไม่ได้เพราะศิษย์เจ้ากรรมนั้นปิดประตูเมืองไว้ พอวันที่เจ็ดวัวพยนต์ได้หายไป ชาวเมืองคิดว่าปลอดภัยจึงเปิดประตูเมืองวัวพยนต์คอยทีอยู่ปรากฏตัวขึ้นแล้ววิ่งเข้าในเมือง ระเบิดท้องตัวเองปล่อยพิษร้ายทำลายเมืองและผู้คนวอดวายไปสิ้น นับแต่นั้นมาเมืองนั้นที่ชื่อ“ศรีเทพ” ก็ร้างมาจนบัดนี้ อันนี้เป็นเรื่องเล่าที่ดูว่าท่านฤาษีตาไฟนี่คงดุไม่เบาเหมือนกัน ในทางการศึกษาเรื่องเวทมนต์อิทธิฤทธิ์นั้นต้องนับถือฤาษีตาไฟเป็นสำคัญ

         สำหรับพวกรักแนวออกอิทธิฤทธิ์ ดังปรากฏในพิไชยสงครามที่ว่า “ขอพระศรีสุทัศน์เข้ามาเป็นดวงใจ พระฤาษีตาไฟเข้ามาเป็นดวงตา” ที่นิยามความหมายชัดเจนถึงตบะอำนาจ ในทางลัทธิไสยศาสตร์ พระฤาษีตาไฟเป็นครูใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์อำนาจโดยตรง มีการกำหนดพิธีกรรมสำคัญ มากมายอย่างยันต์ฤาษีตาไฟ พระคาถา และเชื่อว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์สูงมาก ขนาดดลบันดาลเรื่องเหลือวิสัยปกติให้เป็นไปได้เสมอๆ การบูชาพระฤาษีตาไฟ นิยมนำน้ำสะอาดตั้งบูชาไว้ด้านหน้าเสมอแบบมีเคล็ดว่าให้เกิดความร่มเย็นโดยถือว่ารูปท่านเป็นแก้วสารพัดนึกอำนวยอิทธิคุณให้สำเร็จดังมโนปรารถนาดังตำรายันต์พระฤาษีตาไฟที่บอกอุปเท่ห์ว่า “ใครมีไว้ไม่อับจนเลย” ……..สวัสดี