เหตุจากพระนาม พระจักรพรรดิราชแห่งอุษาคเนย์
         เรื่องราวเกี่ยวกับบูรพกษัตริตราธิราชของไทย นั้นมีการศึกษากันมากมายหลายพระองค์ ซึ่งล้วนแต่ทรงพระคุณอันเอนกอนันต์ต่อสยามประเทศเป็นอันมากทั้งนั้น แต่มีอยู่พระองค์หนึ่งที่ถือว่าเป็นเอกบุรุษแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่มีการกล่าวถึงพระนามกันมากที่สุด ก็คือ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่คนไทยทุกวัย ทุกคนรู้จักพระนามและร้องอ๋อกันทั้งสิ้น เหตุที่คนไทยทุกหมู่เหล่ารู้จักสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็เนื่องจากว่าวีรกรรมของพระองค์ที่ทรงกู้ชาติ ประกาศอิสระภาพประทานความเป็นไทกลับมาให้ชาวไทยอีกครั้งหนึ่งจากการตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรพุกาม ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีภาพยนต์ กำลังเผยแพร่พระเกียรติยศดังกล่าวให้เราได้ดูได้ชมกัน ก็คงได้ข่าวสารจากสื่อต่างๆที่ประชาสัมพันธ์ภาพยนต์เรื่องนี้นะครับซึ่งคิดว่า คนไทยควรจะดูภาพยนต์เรื่องนี้นะครับเพราะเขาใช้ทุนสร้างสูงมากมีการค้นคว้าในรายละเอียดค่อนข้างดี จากการศึกษา พระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นมีการบันทึกไว้ในพงศาวดารมากมาย หลายเล่มแม้ชาวต่างประเทศ ก็ยังมีการบันทึกกล่าวขานถึงพระองค์ที่สมควรเป็น “พระจักรพรรดิราชแห่งอุษาคเนย์” อย่างเรื่องหนึ่งที่พงศาวดารพม่ากล่าวถึงสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช(พม่าเรียกพระนามว่า “พระนริศ”)ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการสูงมาก แม้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงยังทรงยกย่องถึงบุญญาบารมีของพระนเรศวรมหาราชดังบันทึกตอนหนึ่งว่า “ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบว่าพระนเรศวรหนีไปจากกรุงหงสาวดีแล้ว จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าหงสาวดี(นันทบุเรง)ว่า ข้าพระพุทธเจ้าขออาสายกทัพไปจับตัวให้จงได้ พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสห้าม “เจ้าอย่าตามไปเลย พระนเรศ(นเรศวร)นี้เป็นคนมีบุญญาธิการมากทั้งฝีมือก็เข้มแข็ง บิดาจะเล่าให้ฟัง วันหนึ่งบิดาเรียกพระนเรศวรเข้ามาเฝ้า พอพระนเรศวรย่างเข้ามาถึงอัศจรรย์ พระราชมณเฑียรที่บิดาอยู่นั้นหวั่นไหว บิดาจึงเห็นว่าพระนเรศวรนี้มีบุญมากเจ้าอย่าไปเลย” นี้จึงเป็นสิ่งบอกได้อย่างหนี่งว่าไม่เพียงคนไทยเท่านั้นที่ชื่นชมพระบุญญาบารมีของพระองค์ แม้พระมหากษัตริย์พม่าที่ถือว่าเป็นศัตรูยังทรงกล่าวยกย่อง เรื่องราว อื่นๆก็คงแนะนำให้ค้นคว้าจากหนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆ เอานะครับ หรือจะไปดูภาพยนต์เรื่องนี้ ก็ได้บทสรุปบางประการที่ดีทีเดียว

         สำหรับที่มาของพระนาม “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ก็คงมาจากการศึกษาประวัติศาสตร์ในระยะหลังต่อๆมา ซึ่งเรากลับไม่พบพระนาม “พระนเรศวร” จากเอกสารโบราณของไทยเองหรือต่างประเทศ อย่างพม่า เขมร หรือชาวตะวันตกในยุคที่ใกล้เคียงรัชสมัยแต่ประการใด คงพบแต่พระนาม “พระนเรศ” หรือ “พระนริศ” จึงเป็นเหตุที่ต้องเสนอบทความนี้ ซึ่งมิใช่การไปขัดแย้งกับพระนามที่เรียกพระองค์ในปัจจุบัน แต่ให้เห็นเป็นเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งเท่านั้น

 

         ประวัติของพระนเรศวรฯนั้นตามบันทึกในพงศาวดารระบุว่า พระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตริย์ ทรงมีพระราชโอรส ๒ พระองค์ และพระราชธิดา ๑ พระองค์ คือ พระสุพรรณกัลยา (พระสุวรรณเทวี) ทรงเป็นพระธิดาองค์โต จึงเป็นพระพี่นางของพระนเรศวรมหาราช (พระองค์ดำ) และพระเอกาทศรถ (พระองค์ขาว) ซึ่งอย่างที่เกริ่นไว้แล้วว่าพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรนั้นมีให้ศึกษากันมากมายหลายเล่มหลายตำรา แต่มีน้อยเล่มนักที่จะกล่าวถึงพระนามที่แท้จริงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งพระนาม “นเรศวร” นี้ มีปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารแทบทุกฉบับ เริ่มตั้งแต่ ฉบับหลวงประเสริฐ ฯ (พ.ศ.๒๒๒๓) เป็นต้นมาเป็นการบันทึกหลังสิ้นรัชสมัยของพระองค์ไปเกือบสองชั่วคนคือผ่านพ้นมาราว ๗๐–๘๐ปี ซึ่งเป็นการบันทึกของนักปราชญ์ในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็อาจจะไม่เข้าใจว่า พระนามที่แท้จริงของพระองค์นั้นเรียกกันว่าอะไร คือพระนามที่แจ้งของบรมกษัตริย์ผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่พระองค์นี้ เมื่อค้นเอกสารจากประวัติศาสตร์ชาติข้างเคียงโดยเฉพาะพม่า ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีบันทึกเนื่องจากเป็นประเทศคู่สงครามและทรงเคยประทับในพม่าระยะหนึ่งก็พบว่ามีการบันทึกในพงศาวดารฉบับหอแก้วของพม่าเรียกสมเด็จพระนเรศวรฯว่า “พระนริศ” และเมื่อตามไปดูที่ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ เรียกพระองค์ว่า“พระนเรศ” (ดังข้อความปรากฏว่า “ศักราช ๙๕๔ ตัวปีเต่าสี อุปราชเอารี้พลไปเมืองใต้รับพระยานเรศ” เป็นต้น) และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีการบันทึกเรียกพระองค์ว่า “พระนเรศราชาธิราช” กับเอกสาร“พระไอยการ กระบดศึก” ลงจุลศักราช ๙๕๕ ปีขาล ในรัชกาล ของสมเด็จพระเอกาทศรถราเมศวร มีข้อความว่า “เจ้าฟ้านเรศรเชษฐาธิบดี”และจากหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นหลักฐานอ้างอิงที่มีสามารถสันนิษฐานได้ดีว่าหลักฐานอื่น คือ ศิลาจารึกหมายเลข K ๒๗ (วัดรามลักษณ์/ อันโลก) ในประมวญจารึกเขมรและ ดร.ไมเคิล วิคเกอรี่ วิเคราะห์ว่าเป็นจารึกที่ชาวสยามจารบันทึกขึ้น และมีข้อความตอนหนึ่ง กล่าวถึงการที่“พระนเรศ”เสด็จไปตีเมืองละแวกในต้นปี พ.ศ. ๒๑๓๑ หลักฐานชิ้นนี้ถือว่าเป็นหลักฐานร่วมสมัยจึงมีน้ำหนักมาก และคัมภีร์สังคีติยวงศ์ ซึ่งพระพิมลธรรมท่านรจนาไว้เป็นภาษาบาลี เรียกพระนามของพระองค์ว่า“นริสสราช”หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์และทรงอ่านประกาศสังเวยเทวดา ณ เจดีย์ยุทธหัตถีสมเด็จพระนเรศวรก็เรียก “พระนเรศร์”

         หากตั้งข้อสันนิษฐาน วิเคราะห์ พระนามที่แต่ละแห่งใช้เรียกกันนั้นก็อาจประมาณได้ว่า คำว่า “นเรศ” หรือ “นริศ” (นร + อีศ) ว่าหากเป็นพระนามที่ถูกต้องด้วยเหตุไฉนในภายหลังจึงกลายเป็น “นเรศวร” (นร + อีศวร) ไปได้ ซึ่งการพ่วงคำว่า “วร” ต่อท้ายเข้ามาด้วยคงมาจากการที่พระเฑียรราชา เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว(ศิลาจารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก) ซึ่งพอนำสร้อยพระนามของพระองค์มาเปรียบเทียบกับพระนามอันถูกต้องของสมเด็จพระนเรศวร ฯ ได้ดังนี้
                          สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิ วรราชาธิราช
                          สมเด็จพระนเรศวร วรราชาธิราช
และมีความเป็นไปได้สูงว่าถ้าหาก อาลักษณ์ในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์ฯ ซึ่งชำระพระราชพงศาวดารและได้พบเอกสารเก่า และเผอิญมีพระนามที่ถูกต้องของสมเด็จพระนเรศวรอยู่ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าคงจะอาจตัดคำผิดเป็นจาก “นเรศวรราชาธิราช” แล้วตัดแต่เพียง “นเรศวร - ราชาธิราช” โดยอาจเข้าใจผิดว่า “ราชาธิราช” เป็นสร้อยวลีเพื่อยกย่องพระเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวร (นร + อีศวร) และเป็นไปได้ว่าสร้อยพระนาม “วรราชาธิราช” (หมายความว่า พระราชาผู้ประเสริฐ) มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ซึ่งแสดงสายสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรฯ กับสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิผู้เป็นพระเจ้าตา หรือพระอัยกาธิราช โดยประวัติศาสตร์ที่แท้จริง จะไม่มีการเรียกขานพระนามว่า “พระนเรศวร” แต่ประการใด คงพบการเรียกขานพระนามว่า “พระนเรศ”หรือ “พระนริศ” ที่อาจมีสร้อยพระนามว่า “วรราชาธิราช” ตามที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้นส่วนนักประวัติศาสตร์บางท่านก็ค้นคว้าเพิ่มเติม พบว่ามีบันทึกว่า มีพระนามเรียกขานในรัชสมัยว่า “พระนารายณ์บพิตรเป็นเจ้า”แต่ยังไม่มีการแพร่หลายมากนัก จึงนำเรื่องนี้มาบันทึกไว้ และประการสำคัญเพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ของมหาราชพระองค์นี้ครับ…..

 

          สำหรับเพื่อร่วมรำลึก ในโอกาสที่เดือนมกราคมนี้ ที่มีวันสำคัญเนื่องจากวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในเดือนนี้คือ ๑๘ มกราคม ที่เป็นวันคล้ายวันที่ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะ พระมหาอุปราชา อุณมิลิตจึงขอร่วมฉลองมหาชัยมงคลนี้ด้วยการกำนัลฟรีแก่ท่านผู้อ่านบทความนี้ด้วย “ผ้ายันต์นเรศวรปราบหงสา” จากตำรับเก่าแก่ของวัดประดู่โรงธรรม ซึ่งท่านอาจารย์เทพ สาริกบุตร เป็นผู้เผยแพร่ในคัมภีร์พระเวทจตุถบรรพ ซึ่งท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้เพิ่มเติมอักขระบางประการเพื่อความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น พระยันต์ตำรับนี้ มีคติจากพระพิชัยสงคราม(โพธินิพพานห้ามสมุทร)ซึ่งเป็นพระประจำพระองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีตำนานเล่าสืบต่อว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงให้สร้างแจกแม่ทัพนายกองคราวเสด็จตีเมืองหงสาวดี คู่กับ “ยันต์หงสาตีเมือง” และ “ยันต์ไก่เถื่อน” (มงกุฎพระราม) ซึ่งยันต์ไก่เถื่อนนี้ได้แจกเฉพาะสมาชิก(คนละ ๑ ผืน) เป็นของกำนัลปีใหม่ ๒๕๕๐ ดังแจ้งไว้ในเล่มที่ ๔๓ โดยผู้ที่ประสงค์ขอรับผ้ายันต์พระนเรศวรปราบหงสา สามารถตัดบัตรในนิตยสารอุณมิลิตเล่มที่ ๔๔ ขอรับได้ทางไปรษณีย์เท่านั้น โดยรายการนี้มีเจ้าหน้าที่จัดส่งเฉพาะแยกจากรายการอื่น ผู้ประสงค์ขอรับโปรดทำตามกติกา รับผิดชอบเฉพาะค่าจัดส่งลงทะเบียน ๕๐.-บาท หมดเขต ๑๕ ก.พ. ๕๐ สอบถาม ๐๘๙–๑๓๑๒๑๔๕