![]() |
| หลวงพ่อสุข พระพุทธรูปทองโบราณ |
พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานข้อสังเกตไว้ว่า ทำเป็น ๓ ยุคยุคแรกวงพระพักตร์กลมเป็นแบบพระพุทธรูปลังกา เช่น พระอัฏฐารศในพระวิหารวัดสระเกศ พระนคร บัดนี้ ซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดวิหารทอง พิษณุโลก ยุคกลางวงพระพักตร์ยาว พระหนุเสี้ยม เป็นฝีมือช่างที่เชี่ยวชาญขึ้น เช่น พระร่วงที่พระปฐมเจดีย์ และพระสุรภีพุทธพิมพ์ในพระอุโบสถวัดปรินายก พระนคร และมีอยู่จำนวนมากกว่ายุคแรก ยุคหลังวงพระพักตร์รูปไข่ หรือลักษณะผลมะตูม คล้ายแบบอินเดีย แต่งามยิ่งนัก พร้อมทั้งแก้ไขพระพุทธลักษณะเป็นไปตามคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ได้ประชุมสอบสวนได้หลักฐานในยุคนี้ เช่น แก้ปลายพระหัตถ์ยาวเสมอกัน ๔ นิ้วเป็นต้น ได้แก่พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก และพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศน์ พระนครและทำกันต่อมาแพร่หลายทั้งข้างเหนือและใต้ แต่ไม่ได้งามดัง ๒ องค์ที่กล่าวมา ยุคนี้อยู่ในราวรัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไท พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปที่สร้างทำตามแบบสุโขทัยยุคกลาง ซึ่งเป็นฝีมือปฏิมากรรมศิลปชั้นเยี่ยม ทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติสูงสุดของไทยคือ พระเกตุมาลาลักษณะเปลวเพลิงมีอุณาโลมเป็นเกลียวไหวขึ้นสูง และด้านข้างมีรัศมีแผ่เป็นคลื่นลดเป็น ๓ ชั้นทั้ง ๒ ด้านและเป็นกระพุ้งกึ่งกลาง ส่วนด้านข้างริมพระเกตุมาลาทั้งสองมีรูปเป็นกลีบขึ้นเป็นชั้น ๆ พระเกศาขดเป็นก้นหอยวนขวาไม่ใหญ่และแหลมนักพองามขนาดสมส่วนอื่น ๆ รูปพระเศียรและวงพระพักตร์เป็นดังรูปไข่ พระโขนงโก่งดังคันศรและงดงามเป็นสันพระเนตรดังตาเนื้ออยู่ในอาการสำรวม พระนลาฏกว้างไม่มีเส้นไรพระศกและมีเม็ดพระศกย้อยลงมาตรงกลางเบื้องบนพระนลาฎพระนาสิกเป็นรูปของอโง้งงุ้มดุจจะงอยนกแก้ว พระโอษฐ์เล็ก คล้ายแย้มเผยอตรัส พระหนุ เสี้ยมดังเมล็ดมะม่วงและมีรอยหยิก พระกรรณเหมือนกลีบบัวและยาวซ้อนๆ มีรูเจาะทะลุตอนเบื้องปลาย พระปรางเต่งดุจผลมะปรางแต่บางองค์ก็ชะลูดลงบ้าง ภาพวงพระพักตร์เพ่งดูแล้วดูดดื่มซึ้งตรึงใจอย่างน่าอัศจรรย์ พระศอเป็นปล้อง คือมีรอยปรากฏอยู่ ๔ เส้นเป็นชั้น ๆ พระอังสากว้างสมส่วนพระองค์ พระอุระนูนผึ่งผายดูคล้ายศรีษะช้าง หัวพระถันโปนเห็นชัดทั้ง ๒ ถัน พระกายกลมกล่อมนุ่มนวลอ่อนละไมและสะโอดสะอง พระกฤษฎีคือบั้นพระองค์ (เอว) แคบลงและค่อย ๆ ผายขึ้นไปหาส่วนกว้างที่พระอุระและพระกัจฉะประเทศ พระกรกลมและยาวดุจงวงช้างจนแตะพระเพลาได้โดยไม่ต้องก้มและเบนออกไปน้อยๆ ได้ส่วนกับพระชานุเบื้องขวา หลังพระหัตถ์เบื้องขวานูนงามพาดพระเพลาลงอย่างอ่อนไม่ทื่อและแข็งพระองคุลีเรียวเป็นลำเทียนยาวสั้นไม่เสมอกันอย่างสามัญมนุษย์มีพระนขาปรากฏชัดและช้อนงอนขึ้นพองามบางองค์ยกพระอนามิกา (นิ้วนาง) และพระกนิษฐา (นิ้วก้อย) ขึ้นเล็กน้อย (เล่นนิ้ว) ตรงพระนาภีมีรอยบุ๋มพอเป็นที่สังเกต พระเพลาเรียวดูกลมกลืนไปโดยลำดับถึงพระชงฆ์และข้อพระบาทนั่งขัดสมาธิรายได้สละสลวยหากลากเส้นนอนใต้พระเพลาจะได้ส้นโค้งน้อย ขึ้นช้อนรับเส้นตั้งรอบพระองค์ที่ลากลงมาแต่พระเกตุมาลาจะเป็นเส้นที่เคลื่อนลงมาอย่างสลวยอ่อนไหวไม่กระด้างขัดนัยน์ตา พระบาทแบราบ ซ้อนเท้าขวาทับเท้าซ้ายและเห็นฝ่าพระบาทอูม เรียบร้อยดังเท้าผู้มีบุญญาธิการฉะนั้น นิ้วพระบาทก็แสดงศิลปให้ปรากฏชัดเจนเป็นลักษณะนิ้วทุกประการไม่เป็นพืดแผ่นพระอาการประนั่งก็ผึ่งผายมีส่วนหน้าตักกว้างลากเส้นทะแยงแต่พระชานุรับกับพระอังสกุฏและพระเศียรส่วนกลมและแต่ละด้านทั้งซ้ายขวา ทรงพระวรกายอยู่ที่นั่งทับ (ก้น) ทำให้เห็นตรงข้อพระบาทอ่อนลงน้อย ๆ และดูพระชานุ (เข่า) ตลอดถึงพระชงฆ์สูงขึ้นนิด ๆ เป็นเส้นโค้ง เบื้องพระพาหาขวาไม่มีอะไรปกปิดแต่เส้นเอนและกล้ามเนื้อไม่ปรากฏอย่างคนสามัญ ส่วนพระอังสาและพระพาหาซ้ายมีจีวรบางแนบสนิทพระวรกายปกคลุมลงมาเบื้องพระองค์ มีรอยปลายจีวรบิดเลยพระชานุตามพระวินัยเป็นพระอาการทรงครองผ้าแนบเฉวียงบ่าข้างหนึ่งคือลดไหล่เบื้องขวา ทอดพระหัตถ์ซ้ายหงายแสดงฝ่าพระหัตถ์และพระองคุลีเรียวงามอ่อนช้อย และทิ้งพระพาหาซ้ายได้ส่วนสัดไม่เก้งก้าง เบื้องพระวรกายส่วนล่างทรงสะบงปกคลุมแต่บั้นพระองค์มีรอยผ้าปรากฏและบิดพระวรกายส่วนนี้จนถึงข้อพระบาทอย่างเรียบร้อยแนบสนิท ผ้าทาบสังฆาฏิก็แสดงส่วนซ้อนทับเป็นชั้นพาดแต่พระอังสาซ้าย ทาบลงมาข้างหน้าเป็นผืนแผ่นเล็กเรียบเสมอกันถึงระดับพระนาภี และช้อยไปทางซ้ายพระองค์น้อย ๆ พอสังเกตเห็นตรงชายผ้าทาบสังฆาฏิเป็นสองแฉกมีลวดลายคล้ายฟันปลาหรือเขี้ยวตะขาบ ส่วนด้านพระปฤษฎางค์แถบผ้าสังฆาฏิได้ลาดยาวลงมาเกือบถึงทับเกษตร อนึ่งฐานรองพระพุทธรูปสุโขทัยปางประทับนั่งมารวิชัยหรือสมาธิเป็นฐานเรียบๆ ไม่มีเครื่องตบแต่งเรียกกันว่าฐานเขียง ส่วนกลางเว้าลงเล็กน้อยและผายออกทั้งสองข้างเสมอกันจนถึงปลายฐานและเป็นฐานเตี้ยมาก สำหรับฐานรองนี้ที่มีกลีบดอกบัวหงายและคว่ำสลับกันเป็นลักษณะงามยิ่งไม่มีสมัยใดทำได้เหมือน ขอเสริมข้อสังเกตในเรื่องแบบพระสุโขทัยที่เป็นคุณสมบัติพิเศษ ธรรมดาและดาด ๆ ไว้ตามนัยของศิลปิน ณ ที่นี้ คือ พระสุโขทัย ฝีมือครู ต้องงดงามเป็นเลิศส่วนสัดของพระองค์ก็เหมาะเจาะไม่ขัดนัยน์ตายิ่งพิศยิ่งซึ้งดึงดูดให้ต้องชมแล้วชมเล่าข้อนี้อยู่ที่เส้นนอกเส้นในของพระพุทธรูปนั้น อ่อนสลวยประสานกลมกลืนกันสนิทและได้ฉากกันดี พระพุทธลักษณะทุกส่วนมีความไหวละมุนละไมไม่กระด้าง แม้เส้นลวดลายผ้าทายผ้าทรงก็นวยนาดอ่อนโค้งงดงาม และสร้างความมีชีวิตจิตใจให้ปรากฏในองค์พระพุทธรูปนั้นเป็นสำคัญยิ่งส่วน ฝีมือขั้นธรรมดานั้นเป็นฝีมือลูกศิษย์ เพลาลงมามือไม่ถึงครู ได้เพียงถ่ายทอดเป็นลักษณะเลียนแบบ ส่วนสัดองค์พระจึงมีสะดุดนัยน์ตาอยู่บ้าง พระพุทธลักษณะก็ดี เส้นสายลายผ้าทรงและผ้าทาบก็ดี มักแข็งกระด้างไม่อ่อนไหว ถึงเส้นวงนอกวงในองค์พระก็ไม่เคลื่อนไหวละมุนละไมประสมประสานกลมกลืนกันสนิท มักขัด ๆ กันและทื่อ ๆ แข็ง แม้จะงามก็ไม่ถึงงามเลิศ และเป็นของย่อมเยาว์ ในเรื่องชีวิตจิตใจ จะมีอยู่บ้างก็พื้น ๆ ไม่ถึงขนาดดูดดื่มเร่งเร้าจิตใจอีกชนิดหนึ่งคือฝีมือดาดๆ เป็นพวกมุ่งอาชีพด้วยการผลิตเพื่อจำนวนมิได้เอาคุณสมบัติคือศิลปเป็นที่ตั้ง เรียกในปัจจุบันนี้ว่า พระตลาด ในยุคนี้เห็นจะได้แก่พระพุทธรูปที่แต่งพระพักตร์เสียสวยอย่างหน้าผู้หญิงสวยๆ ฉะนั้น เรียกกันว่าพระหน้านาง เรื่องการพินิจพิจารณาเชิงศิลปะนี้ ต้องอาศัยการสอบสวนทางตำราและของจริงประกอบ แต่พระสุโขทัยนั้นแม้จะไม่งามเลิศก็อยู่ในเกณฑ์งามเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปในสมัยอื่น ยิ่งในยุคปัจจุบันนี้แล้วก็ต้องพากันชื่นชมพระพุทธรูปสุโขทัยว่าเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น แม้ท่านอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก็กล่าวสดุดีช่างสุโขทัยในเรื่องปฏิมากรรมไว้ดังต่อไปนี้ ปฏิมากรรมสุโขทัย สวรรคโลกและพิษณุโลก จะเว้นเสียไม่ได้ที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับปฏิมากรรมสมัยคลาสสิคของ กรีก การเปรียบเทียบกันนี้ ถ้าว่าตามความคิดเห็นของผู้อ่านมากท่านดูจะเป็นการฝืนอยู่ แต่ก็ปรากฏอยู่ว่าศิลปะทั้งสองนี้อาศัยหลักอุดมคติอย่างเดียวกัน คืออาการสำแดงรูปสมมติซึ่งมีลักษณะประสานกันมีรูปประณีตสมบูรณ์และมีอาการสำแดงเป็นทิพย์ลักษณะ เพื่อให้ผู้มองเห็นบังเกิดเลื่อมใสศรัทธาและบังเกิดปิติซาบซึ้งในพระศาสนา จะมีกล้ามพระมังสะที่เห็นเป็นอย่างคนสามัญก็หาไม่ รายละเอียดที่ไม่จำเป็น หรือท่าทางเป็นอย่างละครก็ไม่มี มีก็แต่อาการสำแดงทางศิลปะให้เห็นความบริสุทธิ์หมดจด และความเอกภาพอันประณีตซึ่งเกิดจากความประสานกันของลายเส้นใหญ่ปริมาตรเท่านั้น เหล่านี้คือลักษณะอันแท้จริงของศิลปะสมัยคลาสสิคไม่ว่าประเทศใด เรื่องพอกปูนและประดิษฐานในพระวิหาร |