พระมหาลาภคำข้าว

… .การสร้างพุทธรูป ของชาวสุวรรณภูมินั้นมีหลากหลายวิธีการ ขึ้นกับวัสดุที่สามารถจัดหามาสร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นโลหะ ดิน ปูนปั้น ไม้แกะ จักรสาน กระดาษ ดอกไม้และแม้แต่ “ อาหาร ” ก็สามารถนำมาสร้างได้ ซึ่งในการสร้างพระเหล่านี้ ก็มีคติ และวิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่สามารถหามาได้จากภูมิภาคนั้นๆ และมักมีคติความเชื่อ โดยเฉพาะเกี่ยวกับอานิสงส์ ในการสร้างพระพิมพ์ พระพุทธรูปเหล่านั้น ที่ถือเป็นอุเทสิกเจดีย์ นั้นย่อมได้มหากุศลและอาจเกิด อำนาจแห่งบุญฤทธิ์ที่สามารถอำนวยเรื่องราวต่างๆได้อย่างอเนกอนันต์ทีเดียว

“ พระอาหาร ” เป็นคำเรียกพระพุทธรูปที่สร้างจากอาหารที่รับประทานกันในชีวิตประจำวันนี่เอง โดยอาหารส่วนที่นำมาสร้างพระพุทธรูปนี้ ที่นิยมมากที่สุดก็คือ “ ข้าว ” ทั้งนี้ เนื่องจากชาวสุวรรณภูมิต่างผูกพันกับข้าว ในฐานะอาหารหลักในชีวิตประจำวัน และให้ความเคารพแบบแสดงกตเวทิตาคุณ ถือว่า “ ข้าว ” หรือ “ แม่โพสพ ” มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีคุณานุภาพในตัวอย่างน่าอัศจรรย์ มีความเชื่อหลากหลาย ที่ใช้ “ ข้าว ” เป็นเครื่องรางของขลัง เช่น ข้าวเพชรหลีกหรือข้าวรอด บางทีก็เรียกว่าข้าวพิรอด ที่ปัจจุบันจะหาได้ยากขึ้น ซึ่งก็คือข้าวเปลือก ที่หลงมาอยู่ในจานข้าวของเรานั่นเอง โดยข้าวเปลือกนี้ต้องมีความสมบูรณ์ไม่ปริแตก เป็นเรื่องน่าแปลก ที่ข้าวเพชรหลีกนี้ “ หุงไม่สุก ” ยังคงความเป็นข้าวเปลือกครบถ้วนทุกประการ โบราณจารย์ถือว่าข้าวเพชรหลีกนี้ ผ่านการเก็บเกี่ยว ผ่านการสี การคัดเลือก ผ่านการหุง แล้วยังรอดมาได้ จึงเชื่อว่ามี อำนาจลี้ลับในตัว โดยเฉพาะด้านการแคล้วคลาดปลอดภัย จึงนิยมเก็บข้าวชนิดนี้ ๗ เมล็ดบ้าง ๙ เมล็ดบ้าง ปลุกเสกด้วยคาถา ต่าง เก็บไว้เป็นเครื่องราง ในตำนานเครื่องรางสยามนั้น “ พระเพชรหลีก ” ของสำนักวัดอินทรารามฯ(บางยี่เรือ) ที่บรรจุข้าวชนิดนี้ไว้ในองค์พระก็ได้รับความนิยมจาก วงการเครื่องรางของขลังอย่างสูง ในทางไสยศาสตร์ต่างเชื่อว่า “ ข้าว “ สามารถแก้อาถรรพ์ต่างๆได้ และมีความศักดิ์สิทธิ์มาก จึงไม่กลั่นแกล้งใครขณะคำข้าวคาปาก เพราะ ถือว่า บาปหนักเลยทีเดียว

“ คำข้าว ” หรือ “ กวฬิงการาหาร ” คือสิ่งที่บุคคลจะต้องกลืนกินเข้าไปทางปาก   เช่นคำข้าวและสิ่งที่ต้องกิน ดื่ม ลิ้มอย่างอื่น ๆ เมื่อบุคคลเหล่านี้บริโภคอาหารเข้าไป อาหารย่อมนำผลมา  ๓ ประการ คือ บรรเทาความหิวเก่า ป้องกันความหิวใหม่   ทำให้ร่างกายมีกำลังสามารถประกอบกิจการงานอันเป็นหน้าที่ของตนได้   ทั้งทำให้ร่างกายเจริญเติบโต หากขาดอาหารชนิดนี้ ชีวิตของคนและสัตว์จะดำรงอยู่ไม่ได้ เพราะสัตว์ทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหาร

กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวนั้น ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงบำรุง  สนับสนุนร่างกายคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นส่วนกามคุณทำให้รูปเป็นต้นสวยงามขึ้น หากขาดอาหารแล้ว รูปก็จะดำรงอยู่ไม่ได้แม้มีอาหารอยู่น้อยไป รูปก็จะไม่สวยงาม เมื่อไม่สวยงาม  ความใคร่ ความกำหนัดในรูปก็จะไม่มี ดังนั้นจะพบว่า ราคะ ความกำหนัด   ในเบญจกามคุณนั้น อาศัยอาหารเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดขึ้น ศีลข้อที่ ๖ จึงเป็นการบัญญัติเพื่อลดอาหาร อันจะมีผลในการช่วยบรรเทาราคะลงได้ด้วย

ด้วยอำนาจของคำข้าว ที่ปรากฏในเรื่องราวทางศาสนาเป็นปัจจัยให้เกิด “ กำลัง ” กล่าวกันว่าอานิสงค์ของทานที่เกิดจากการให้ อาหาร ปรากฏในพระไตรปิฎกกล่าวว่า

“ สุทัตตสูตร (สุตตันตปิฎก) ” [ ๕๘] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี อริยสาวกผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการ แก่ปฏิคาหก ฐานะ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ครั้นให้อายุแล้วย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ครั้นให้วรรณะแล้ว ... ครั้นให้สุขแล้วครั้นให้พละแล้วย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งพละอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ดูกรคฤหบดี อริยสาวกเมื่อให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการนี้แก่ปฏิคาหก ฯ   ผู้ใดย่อมให้โภชนะโดยเคารพ ตามกาลอันควร แก่ท่านผู้ สำรวม บริโภคโภชนะที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าให้ฐานะ ทั้ง ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ นรชนผู้มีปรกติ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มีบริวารยศในที่ที่ตนเกิดแล้ว ”

อานิสงค์ของทานเพียงก้อนข้าวยังมีมากเพียงนี้ที่อาจทำให้ผู้รับและผู้ให้เกิดความบริบูรณ์ ใน “ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ” เป็นอัศจรรย์ด้วยบุญฤทธิ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ โบราณาจารย์นำมาดำริสร้างพระพุทธปฏิมา เพื่อ ต่อยอดผลานิสงค์นั้นให้ยิ่งใหญ่ขึ้นโดยนำมาอาหารที่ได้มาโดยชอบนั้น สร้างเป็นพระ พุทธรูปขึ้น เรียกว่า “ พระจังหัน ” ถือว่า เป็นสุดยอดของความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งการนำมาสร้างอุเทสิกเจดีย์นี้ นิยมสร้างเป็นรูปบุคคล ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวก โดยนิยมในอริยาบทขณะทำภัตรกิจมี รูปแบบนี้มีการนำมาทำเป็นพระเครื่องติดตัวเพื่อเป็นอนุสติ อยู่หลายพระคณาจารย์อาทิ ท่านหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน จ.สุพรรณบุรี

ส่วนการนำอาหาร มาสร้างพระ นั้น โดยหลักข้อเท็จจริงนั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากอาหาร ย่อมมีการบูดเน่าเสีย แม้ทำให้แห้ง ก็มักเกิดเชื้อราชำรุดพุพังได้ง่ายๆ การสร้างพระจากอาหารจึงมักผสมในเนื้อปูนหรือตัวประสานที่นำมาปั้น หรือบรรจุในพระปฏิมาที่สร้างขึ้น

ความเข้าใจคลาดเคลื่อน เกี่ยวกับการนำ “ คำข้าว ” มาสร้างพระปฏิมา

“ คำข้าว ” หรือ อาหารที่นำมาสร้างพระพิมพ์เพื่อผลานิสงค์นั้น มีความเชื่อผิดๆ ว่า ต้องเป็น ” คำข้าว ” ที่รู้สึกรสอร่อยแล้วคายออกจากปากโดย ละเว้นการบริโภคข้าวในคำนั้น แล้วเก็บไว้เป็นมวลสารในการสร้างพระ เอาผลานิสงค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่กล้ากล่าวว่าไม่ถูกต้องและไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะคำข้าวที่คายออกมานั้น ถือเป็น “ เดน ” หรือ “ ของเหลือ ” ที่แม้ปุถุชนสามัญ ก็ยังไม่ประสงค์ จะได้ไว้ ความเข้าใจที่ผิดนี้ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นต้นคิด แต่ก็แพร่หลาย แนะนำ การสร้างพระอาหาร ลักษณะดังกล่าว โดยบอกว่าเป็นของชาวรามัญ และ อ้างการสร้างพระพิมพ์ของเจ้าประคุณสมเด็จ (โต) ก็กระทำในลักษณะนี้จากการค้นคว้าไม่พบข้อมูลที่ยืนยันได้แต่อย่างใด ซึ่งในฐานะพระภิกษุ ที่จะพิจารณา การบริโภค ด้วยการระวังพิจารณา เป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญา บริโภคเพื่อ จรรโลงสังขารให้ดำรงอยู่ได้ การบริโภคต้องไม่ยินดีในโอชารสของอาหารนั้น ถือเป็นปกติวิสัยของพระภิกษุ

“ อาหารที่รู้สึกอร่อย จึงเป็น “ คำข้าว ” ที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถือเป็น “ คำข้าวโทษ ” ภิกษุไม่พึงบริโภค ยิ่งไม่ควรนำมาสร้างพระปฏิมาที่เป็นรูปสมมุติแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ขีณาสพ จากเดนอาหาร ที่ตนไม่สมควรบริโภคนั้น ”



เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ จึงค้นในพระวินัยปิฏกเกี่ยวกับการบริโภคขบฉันของพระภิกษุและข้อธรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องก็พบว่า การบริโภคขบฉันของพระภิกษุ ต้องพึงสังวร การฉันอาหารที่ว่าเป็นศีลหมายถึงการฉันหรือบริโภคโดยพิจารณาว่า บริโภคเพื่ออะไรเป็นต้น เรียกง่ายๆ ว่า บริโภคด้วยปัญญา ซึ่งจะทำให้เป็นการบริโภคที่พอดี ภาษาพระเรียกว่า “ โภชเนมัตตัญญุตา ” (ความรู้จักประมาณในการบริโภค) โดยเฉพาะการเป็นภิกษุ ต้องสังวรในการใช้ปัจจัย ๔ ที่ต้องพิจารณาเนืองๆ ซึ่งจากข้อธรรมนี้เองเป็นที่มาของการสร้างพระคำข้าว ในคติที่กำลังจะเขียนถึง

บทพิจารณาปัจจัย ๔ (การขบฉัน)

ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปฏิเสวามิ                            
เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต
นวะ ทวายะ                                                                     
ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน
ะมะทายะ                                                                        
ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดกำลังพลังทางกาย
ะ มัณฑะนายะ                                                                 
ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ
นะ วิภูสะนายะ                                                                   
ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง
าวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา                                       
แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้
ยาปะนายะ                                                                        
เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ
วิหิงสุปะระติยา                                                                   
เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย
พรัหมะจะริยานุคคะหายะ                                                   
เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์
อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ                                    
ด้วยการทำอย่างนี้เราย่อมระงับเสียได้ ซึ่งทุกขเวทนาเก่าคือความหิว
นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ                                     
และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น
ยาตราจะเมภะวิสสะติ อะนะวัชชะตาจะผาสุวิหาโร จาติฯ     

อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวก แห่งอัตภาพนี้ด้วย ความเป็นผู้หาโรคมิได้ด้วย ความเป็นอยู่โดยผาสุขด้วย จักมีแก่เราดังนี้ ( บทพิจารณาปัจจัย ๔ จะใช้สำหรับการพิจารณาอาหารก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง) การไม่บริโภคโดยเพลิดเพลินในรสอาหารเสพสุขเวทนาคือความอร่อย เป็นพื้นฐานที่พระภิกษุต้องกระทำอยู่แล้ว เป็นปกติ จึงไม่ใช่กิจกรรมพิเศษ ที่ต้องยกย่องว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าที่นำมาสร้างพระปฏิมา และไม่ใช่สิ่งที่ทำยากแต่อย่างใด พระภิกษุ(แท้)ทุกรูปท่านต้องพิจารณา อยู่แล้ว ว่าคำข้าวที่รู้สึกอร่อยนั้นไม่ควรบริโภคลงไปจึงถือเป็นเรื่องสามัญ อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ก็เกิดปัญหาให้ขบคิด อย่างแน่นอนว่า คติการสร้าง “ พระจากอาหาร ” จะเป็นลักษณะเช่นใด และก็มีข้อสงสัยให้แคลงใจถามอยู่ว่า “ คำข้าว ” ลักษณะใดที่สมควรยกย่องนำมาสร้างพระพิมพ์ หรือรูปเคารพที่เป็นอุเทสิกเจดีย์ซึ่งถูกต้อง สำหรับในเรื่องนี้ท่านโบราณาจารย์ได้วิสัชนาโดยแยบคายแล้วว่า การมอบกายถวายชีวิตต่อพระรัตนตรัยเป็นมหากุศลสูงสุด ถึงระดับ “ ปรมัตถบารมี ” ที่ทรงผลานิสงส์สูงสุดประมาณ มีอานุภาพถึงกับทำให้ “ กองทุกข์ ” ทั้งปวงดับสิ้น !!! ในพระสูตรหลายข้อธรรมที่มีการบำเพ็ญบารมีจากบุคคลต่างๆในพุทธศาสนา แม้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งเป็นบรมโพธิสัตว์ ก็แลกชีวิต กับ การบำเพ็ญบารมีมานับครั้งไม่ถ้วน การถวาย “ คำข้าว ” แก่ผู้สมควร บูชา โดยสละส่วนที่ตนพึงบริโภค และได้ก้อนข้าวนั้นมาด้วยความบริสุทธิ์ ....... ...... ... . ... (ติดตามตอนต่อไปในนิตยสารอุณมิลิตฉบับที่ 74)