![]() |
พระมหาลาภคำข้าว |
|
.การสร้างพุทธรูป ของชาวสุวรรณภูมินั้นมีหลากหลายวิธีการ ขึ้นกับวัสดุที่สามารถจัดหามาสร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นโลหะ ดิน ปูนปั้น ไม้แกะ จักรสาน กระดาษ ดอกไม้และแม้แต่ อาหาร ก็สามารถนำมาสร้างได้ ซึ่งในการสร้างพระเหล่านี้ ก็มีคติ และวิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่สามารถหามาได้จากภูมิภาคนั้นๆ และมักมีคติความเชื่อ โดยเฉพาะเกี่ยวกับอานิสงส์ ในการสร้างพระพิมพ์ พระพุทธรูปเหล่านั้น ที่ถือเป็นอุเทสิกเจดีย์ นั้นย่อมได้มหากุศลและอาจเกิด อำนาจแห่งบุญฤทธิ์ที่สามารถอำนวยเรื่องราวต่างๆได้อย่างอเนกอนันต์ทีเดียว
พระอาหาร เป็นคำเรียกพระพุทธรูปที่สร้างจากอาหารที่รับประทานกันในชีวิตประจำวันนี่เอง โดยอาหารส่วนที่นำมาสร้างพระพุทธรูปนี้ คำข้าว หรือ กวฬิงการาหาร คือสิ่งที่บุคคลจะต้องกลืนกินเข้าไปทางปาก เช่นคำข้าวและสิ่งที่ต้องกิน ดื่ม ลิ้มอย่างอื่น ๆ เมื่อบุคคลเหล่านี้บริโภคอาหารเข้าไป อาหารย่อมนำผลมา ๓ ประการ คือ บรรเทาความหิวเก่า ป้องกันความหิวใหม่ ทำให้ร่างกายมีกำลังสามารถประกอบกิจการงานอันเป็นหน้าที่ของตนได้ ทั้งทำให้ร่างกายเจริญเติบโต หากขาดอาหารชนิดนี้ ชีวิตของคนและสัตว์จะดำรงอยู่ไม่ได้ เพราะสัตว์ทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหาร
ด้วยอำนาจของคำข้าว ที่ปรากฏในเรื่องราวทางศาสนาเป็นปัจจัยให้เกิด กำลัง กล่าวกันว่าอานิสงค์ของทานที่เกิดจากการให้ อาหาร ปรากฏในพระไตรปิฎกกล่าวว่า สุทัตตสูตร (สุตตันตปิฎก) [ ๕๘] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี อริยสาวกผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการ แก่ปฏิคาหก ฐานะ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ครั้นให้อายุแล้วย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ครั้นให้วรรณะแล้ว ... ครั้นให้สุขแล้วครั้นให้พละแล้วย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งพละอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ดูกรคฤหบดี อริยสาวกเมื่อให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการนี้แก่ปฏิคาหก ฯ ผู้ใดย่อมให้โภชนะโดยเคารพ ตามกาลอันควร แก่ท่านผู้ สำรวม บริโภคโภชนะที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าให้ฐานะ ทั้ง ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ นรชนผู้มีปรกติ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มีบริวารยศในที่ที่ตนเกิดแล้ว อานิสงค์ของทานเพียงก้อนข้าวยังมีมากเพียงนี้ที่อาจทำให้ผู้รับและผู้ให้เกิดความบริบูรณ์ ใน อายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นอัศจรรย์ด้วยบุญฤทธิ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ โบราณาจารย์นำมาดำริสร้างพระพุทธปฏิมา เพื่อ ต่อยอดผลานิสงค์นั้นให้ยิ่งใหญ่ขึ้นโดยนำมาอาหารที่ได้มาโดยชอบนั้น สร้างเป็นพระ พุทธรูปขึ้น เรียกว่า พระจังหัน ถือว่า เป็นสุดยอดของความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งการนำมาสร้างอุเทสิกเจดีย์นี้ นิยมสร้างเป็นรูปบุคคล ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวก โดยนิยมในอริยาบทขณะทำภัตรกิจมี รูปแบบนี้มีการนำมาทำเป็นพระเครื่องติดตัวเพื่อเป็นอนุสติ อยู่หลายพระคณาจารย์อาทิ ท่านหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน จ.สุพรรณบุรี ส่วนการนำอาหาร มาสร้างพระ นั้น โดยหลักข้อเท็จจริงนั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากอาหาร ย่อมมีการบูดเน่าเสีย แม้ทำให้แห้ง ก็มักเกิดเชื้อราชำรุดพุพังได้ง่ายๆ การสร้างพระจากอาหารจึงมักผสมในเนื้อปูนหรือตัวประสานที่นำมาปั้น หรือบรรจุในพระปฏิมาที่สร้างขึ้น ความเข้าใจคลาดเคลื่อน เกี่ยวกับการนำ คำข้าว มาสร้างพระปฏิมา คำข้าว หรือ อาหารที่นำมาสร้างพระพิมพ์เพื่อผลานิสงค์นั้น มีความเชื่อผิดๆ ว่า ต้องเป็น คำข้าว ที่รู้สึกรสอร่อยแล้วคายออกจากปากโดย ละเว้นการบริโภคข้าวในคำนั้น แล้วเก็บไว้เป็นมวลสารในการสร้างพระ เอาผลานิสงค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่กล้ากล่าวว่าไม่ถูกต้องและไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะคำข้าวที่คายออกมานั้น ถือเป็น เดน หรือ ของเหลือ ที่แม้ปุถุชนสามัญ ก็ยังไม่ประสงค์ จะได้ไว้ ความเข้าใจที่ผิดนี้ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นต้นคิด แต่ก็แพร่หลาย แนะนำ การสร้างพระอาหาร ลักษณะดังกล่าว โดยบอกว่าเป็นของชาวรามัญ และ อ้างการสร้างพระพิมพ์ของเจ้าประคุณสมเด็จ (โต) ก็กระทำในลักษณะนี้จากการค้นคว้าไม่พบข้อมูลที่ยืนยันได้แต่อย่างใด ซึ่งในฐานะพระภิกษุ ที่จะพิจารณา การบริโภค ด้วยการระวังพิจารณา เป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญา บริโภคเพื่อ จรรโลงสังขารให้ดำรงอยู่ได้ อาหารที่รู้สึกอร่อย จึงเป็น คำข้าว ที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถือเป็น คำข้าวโทษ ภิกษุไม่พึงบริโภค ยิ่งไม่ควรนำมาสร้างพระปฏิมาที่เป็นรูปสมมุติแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ขีณาสพ จากเดนอาหาร ที่ตนไม่สมควรบริโภคนั้น
บทพิจารณาปัจจัย ๔ (การขบฉัน) ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปฏิเสวามิ |