โคสวาลา


         หากกล่าวถึง “วัวธนู”  ท่านผู้อ่าน อุณมิลิตก็คงรู้จักหรือเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างไม่มากก็น้อย   เพราะมันเป็นอาวุธผู้เรืองเวท ที่ต้องหามาประดับบารมีสักตัวสองตัว  คำว่า ธนู มีความหมายเป็นนัยๆว่า พุ่งไปได้อย่างกับถูกธนูยิง หรือ ไปได้อย่าง  ลูกธนู   เป็นความรู้ของนักไสยศาสตร์ ตั้งแต่ชาวบ้านไปไปจน   ใช้กับอาณาจักรบ้านเมืองเลยทีเดียว(อาถรรพ์ฝังป้องกันเมือง)   วัวธนูหรือควายธนูนั้นเป็นการทำรูปพยนต์หรือสิ่งประจุอาคมที่มีนัยลักษณะอย่างวัว หรือควาย ตามชื่อที่เรียก   ซึ่งขั้นหรือระดับ แบ่งตามวัสดุ ที่นำมาสร้าง  โดยจัดระดับเป็น
          วัวชั้นหนึ่ง  เรียกว่า วัวทอง   จะหล่อด้วยโลหะอาถรรพ์   อย่างขวานสำริดโบราณ   เหล็กหรือสำริดสะกดวิญญาณเรียก “ขนันผี”แผ่นโลหะจารเลขยันต์ที่กำหนด“ หง่าง”’ ซึ่งหมายถึงโลหะอาถรรพ์แบบหนึ่ง  นอกจากนี้ยังมีที่แกะจากเขาสัตว์ และวัสดุที่คงทนอื่นๆ
          วัวชั้นสอง  เป็นวัวที่สร้างจากวัสดุรองลงมา อย่างดินกองฟอน  ดินอาถรรพ์และวัสดุต่างๆมาผสมกับ ดินหรือตัวประสาน ปั้นเป็นรูปวัวขึ้นนอกจากนี้ยังสร้างด้วย ครั่งพุทราทิศตะวันออก นอกจากนี้ ยังมีที่สร้างด้วยขี้ผึ้ง และวัสดุอื่นที่ทนทานน้อยกว่าวัวชั้นหนึ่ง
          วัวชั้นสาม เป็นวัวที่สร้างแบบทันทีทันใด ได้แก่  วัวธนูหิน(เสกก้อนหิน)  เสกกิ่งไม้ เสกธนูน้ำ  และที่ขึ้นชื่อก็คือ ใช้ไม้ไผ่สาน 



                                                   

         ซึ่งวัวธนูทั้งสามแบบที่ว่านี้ มีมนต์คาถากำกับคล้ายๆกัน แต่ที่จัดชั้นก็เพราะ วัสดุที่นำมาจัดสร้างว่าชนิดใด มีความคงทนถาวรมากกว่ากันเท่านั้นเอง   แต่เหลือเชื่อว่า ตำนานวัวธนู ร้อยทั้งร้อย ที่มีการกล่าวถึงหรือเขียนบทความ จะมีตำนาน วัวธนู  ชนะเสือเย็น (เสือสมิง)มา เล่าประกอบเป็นการชูรสเรื่องเสมอๆ กลับเป็น”วัวธนูที่สานจากไม้ไผ่”  ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในทันทีทันใดเท่านั้นไม่ได้มีพิธีปลุกเสกอลังการงานสร้างแต่อย่างใดเลย  นัยว่าเรื่องนี้มีเค้าความจริง  เกิดขึ้นทางภาคเหนือคือ “ตำนานเสือเย็น วัดหมื่นสาร   จ.เชียงใหม่”   และ  จอมขมังเวทที่สร้างวัวธนูชนะเสือเย็นรายนี้ก็เป็นแค่พ่อค้านักเดินทางนี่เอง เรื่องย่อๆแบบสรุปของตำนานนี้ก็คือ พ่อค้า มาขอพักแรมที่วัดแห่งนี้  พบแต่ภิกษุชราอยู่เพียงรูปเดียว  ซึ่งเป็นเสือเย็น (เสือสมิง) ที่กลางคืนจะกลายร่างเป็นเสือคอยจับคนที่มาพักแรมกิน  พ่อค้ารายนี้ เอะใจ จึงทำวัวธนู สานด้วยตอกไม้ไผ่ซึ่งเป็นการทำธนู อาคมป้องกันตัว ชนิดหนึ่ง ป้องกันไว้ ตกกลางคืนก็ได้เรื่อง คือได้ยินเสียงเสือต่อสู้กับสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่งแล้วเงียบไป   พอรุ่งเช้ามาพบว่า มีรอยเลือดเป็นทางเมื่อ เดินตามรอยเลือดไปก็พบพระภิกษุชรานั้นนอนตาย อยู่ จึงรู้ว่า ท่านเป็นเสือเย็น(สมิง) ที่ชาวบ้านหวาดกลัว  ต่อมาพ่อค้าและชาวบ้านจึงได้บูรณะวัดนั้น และนิมนต์พระสงฆ์มาจำพรรษา เรียกว่า “วัดหมื่นสาร” มาจนปัจจุบัน   อันนี้เป็นเรื่องย่อๆ หลายท่านคงเคยรู้มาก่อนรายละเอียดบางอย่างอาจไม่ตรงกันตกหล่นไปบ้างก็ธรรมดาของเรื่องเล่าปรัมปรา
         “วัวธนูไม้ไผ่” ที่เป็น  “วัวทันใจ”  หรือสร้างแบบทันทีทันใดเปรียบกับ กองกำลังฉุกเฉิน (คนละพวกกับ ศอฉ.นะครับ)  เรียกได้ว่า เป็นพระเอก ทุกครั้งที่มีการเขียนถึงเรื่องวัวธนู   แต่น่าน้อยใจที่มักจัดอยู่ในชั้นวัวชั้นรองๆ ทั้งที่คาถาอาคมที่เสก  ก็เหมือนๆกันต่างกันที่วัสดุเท่านั้น  และ  วัวธนูชนิดนี้ กลับพบว่า หาได้ยากขึ้นทุกทีทุกทีจนเกรงว่าน่าจะสาบสูญไปจาก วงการเครื่องรางไทยสักวันหนึ่งในไม่ช้านี้    เท่าที่เห็นก็มีท่านพระครูบุญเลิศ  แห่งวัดบ้านอ้อย  จ.เชียงใหม่เท่านั้นที่ท่านสร้างออกมาและยืนยันว่าดีครบเครื่องไม่ได้กลายเป็นวัวผีหากไม่ทำลายในสองปีอย่างที่บางท่านเชื่อถือแต่ที่ทำการทดลองมาแล้วพบว่าไม่จริงเพราะวัวไม้ไผ่ของผู้เขียนก็ยังทำงานให้คุณดีอยู่แม้ว่าจะได้รับจากท่านพระครูบุญเลิศ มากว่า ๒๐ปีแล้วก็ตาม คุณานุภาพก็ยังคงเดิม


 

                                                               ท่านพระครูบุญเลิศเรียกวัวของท่านว่า“โคสวลา”และเครื่องรางชนิดนี้ของท่านนับว่ามีประสบการณ์อย่างมากทีเดียวทั้งคุ้มครองป้องกัน ข่มอาถรรพ์   และ ดีเด่นด้านค้าขาย ที่แค่นำน้ำล้างวัวของท่านมาประพรมเป็นน้ำมนต์ให้ผลทางค้าขายได้อย่างวิเศษ  ยี่สิบกว่าปีที่แล้วมาผู้เขียนได้เคยพบท่านพระครูบุญเลิศ ฯและท่านได้จดตำราการสร้างให้ พร้อมวิธีใช้ (เนื่องจากอาจารย์ผู้เขียนท่านหนึ่งท่านคงแก่เรียนและเป็นภิกษุเช่นกันซึ่ง ท่านเป็นสหายธรรมและสนิทกับท่านพระครูบุญเลิศ ได้ฝากฝังผู้เขียนไป   ท่านพระครูบุญเลิศท่านจึงยอมบอกเคล็ดวิชาบางอย่างให้ ที่แรกจะเรียนวิชาสายท่าน แต่มีปัญหาเรื่องภาษาพูดภาษาเขียน จึงแค่ขอความรู้ในบางวิชา  และ ไม่กล้าบอกว่าเป็นศิษย์นะครับ)ผู้เขียนเมื่อทราบเคล็ดสำคัญจึงเข้าใจว่า เหตุไฉน ท่านพระครูบุญเลิศ ที่ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญศาสตร์ไสยของลานนาทำไมท่านถึงทำโคสวาลา  ที่เป็นของวิเศษ จากวัสดุไม้ไผ่สานทั้งๆที่หลายท่านมองว่า เป็นวัวชั้นสาม และเป็นของสร้างใช้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว   ซึ่งจะขยายความต่อไปครับ หลังจากนั้นได้ค้นคว้าเรื่องวัวธนูชนิดนี้ต่อ จากท่านผู้รู้อีกหลายท่านก็พบว่า  วัวธนูไม้ไผ่ นี้น่าสนใจจริงๆ ทั้งจากศิลปะของวิธีการขัดสาน ที่เห็นจากชิ้นงานที่ทำสำเร็จเห็นแล้วน่ารักน่าชัง   แถมแฝง ความพิสดารไว้ภายใน  ชนิดน่าทึ่งเลยทีเดียว    เพราะเป็น การนำวิชา ตาแหลว   หรือเฉลวเพชร  มาทำเป็นตัววัวนั่นเอง   หากเราจะกล่าวว่า   “วัวธนูไม้ไผ่” ก็คือตาแหลว หรือ เฉลวเพชร ชนิดหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก เพราะหากมองลงไปตรงๆกลางตัววัวธนูสาน  ก็จะเห็นตาสี่เหลี่ยมที่ขัดกันชัดเจนว่า คือ เฉลว  หรือ ตาแหลว สัญลักษณ์ การป้องกัน หรือ การเตือน  การสานวัวธนู เป็นศาสตร์และศิลป์   ที่ผนึกรวมกันระหว่าง   เฉลวเพชร   ยันต์   และงานจักสาน อย่างลงตัว  แม้วัวธนูสานด้วยไม้ไผ่จะเห็นว่า สร้างขึ้นใช้งานแค่ชั่วครั้งชั่วคราว    ใช้เวลาสานและปลุกเสกไม่มากนักก็ใช้งาน  แต่บอกตรงๆว่า หากศึกษาลึกๆถึงเคล็ดในการสร้างวัวไม้ไผ่ กลับต้องเปลี่ยนความเห็นที่ ต้องถือว่าเป็น วัวธนู ชนิดที่สร้างยากที่สุด  เคล็ดที่แท้จริงไม่ใช่ แค่การจักสาน ได้คล่องหรือท่องคาถา ถูก  แต่เป็น “วัวจิต” ที่ใช้เจตจำนงระดับพลังจิตขั้นตัดเป็นตัดตายเลยทีเดียว เพราะต้องทำเพื่อรักษาชีวิตไว้ จิตผู้ทำต้อง  มีความเด็ดเดี่ยวอย่างมากจึงจะทำให้ประสิทธิสำเร็จได้ ลึกๆของวัวธนูชนิดนี้ คือ “วิชาเบิกไพร”  ที่ต้องรู้จักการสะกดป่า   สะกดอาถรรพ์ เป็นวิชาระดับชั้นครู  ที่ต้องเคยเรียนวิชา ในการเดินไพรมาอย่างถึงขั้น
         วัวธนูสาน แบ่งเป็นสองชนิดคือ  “สายพ่อค้า” เป็นวิชาวัวสาน(ตอกสองเส้น) ที่ผู้เรียน เป็นผู้เดินทาง ที่ประกอบอาชีพทางค้าขายอย่างคนปกติ  แต่ต้องเดินทางไกล อาจเจอภัยอันตราย ภูตผีอาถรรพ์ต่างๆ จึงต้องเรียนวิชา ชนิดนี้ไว้ป้องกันตัวซึ่งอาถรรพ์วิชานี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตทำมาหากินมากนักแต่กลับจะส่งเสริมให้ สามารถค้าขาย ทำมาหากินได้หมาน (ค้าขายได้มาก) อีกด้วย  และ  “สายพราน”  เป็นวัวสาน(ตอกสามเส้น) แบบที่หมู่พรานเรียน ใช้ป้องกันในเวลานั่งห้าง ค้างแรมในป่า  วัวชนิดนี้ ดุมากกว่าและมีอาถรรพ์วิชาที่ต้องเรียนเฉพาะในหมู่ผู้ที่ทำอาชีพพรานเท่านั้น   วิชาทั้งสองชนิด มีรากฐานจากการเบิกไพรหรือสะกดป่า ซึ่งจะทำ  “ธนูมือ”  หรือ “วัวธนูมือ”  ติดตัวขณะเดินทาง  การทำธนูมือในที่นี้ไม่ใช่วิชา “หมัดธนู” หือ  “หมัดสั่ง”  แต่เป็นวิธีการส่งรหัส ในการเบิกไพรขอทางผ่านในการเดินผ่านป่าจากเจ้าป่าเจ้าเขาในพื้นที่ และสะกด อาถรรพ์สิ่งร้ายๆ  ไม่ว่า สัตว์ป่า ที่ดุร้าย   ผีป่าพรางตาทำให้หลง   หรืออันตรายที่จะมาขวางทางเดินให้ให้หลีกทางหรือไม่อาจทำร้ายได้  วิชาธนูมือ แบบนี้ อาจเรียกว่า “ธนูเบิกไพร”ก็ได้  การทำธนูมือเบิกไพร  ใช้การกลั้นใจ โดยมากไม่มีคาถา   แต่เท่าที่ค้นคว้าบางสำนักก็ใช้คาถาแต่เป็นจุดสำคัญลองกว่าวิธีการกลั้นใจทำซึ่ง  กำหนดการขมวดและวิธีกลั้นปราณ(ซึ่งจะไม่เปิดเผยในที่นี้) วิธีการคือการกำหนดกลั้นปราณ(ตามแบบที่ครูบาอาจารย์กำหนด ขมวด ใบไม้(ที่มีลักษณะยาวพอขมวดได้)ส่วนใหญ่จะใช้หญ้าคา  อาจใช้ตอก หรือ วัสดุที่พอหาได้ในขณะนั้น  มาขมวดเป็นบ่วงติดกับมือตามรูป  นิยมให้ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดทำ เหตุผลไม่ใช่อย่างที่หลายท่านนำเสนอไป แต่เพราะว่าต้องใช้มือข้างที่ถนัด ในการ ทำกิจกรรมต่างๆขณะเดินป่าได้สะดวกนั่นเอง  เนื่องจากธนูมือ(เบิกไพร)ชนิดนี้ต้องคีบติดมือไปตลอดการเดิน  หากคลายตัวหรือหลุดออกถือว่า ต้องทำใหม่  อันนี้เป็นเหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่ว่า ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดทำแล้วมันจะเข้มขลังมากขึ้นแต่อย่างใดเลย ธนูมือแบบนี้จะใช้ขณะทำการเดินทาง  ต่อเมื่อหยุดพัก ก็จะทำธนูอาคม อีกแบบในการป้องกันที่พัก  เช่น ธนูหิน    ธนูหลัก(ตอกหลัก)   และที่ถือว่ามีอานุภาพรุนแรงก็คือ วัวธนู  ที่สานขึ้นใช้งานนั่นเอง   โดยจะต้องเก็บ(กู้) วัวธนูสานเมื่อไม่ใช้งานเพื่อป้องกันไม่ให้ ทำร้ายบุคคลอื่น หรือเกิดอาถรรพ์ในพื้นที่  ซึ่งจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่ วัตถุอาถรรพ์ที่สร้างนั้นยังคงรูปอยู่  หาก เสื่อมสลายผุพังไปโดยสภาพดินฟ้าอากาศ ก็จะเชื่อถือว่า อาถรรพ์นั้นๆก็จะ... (ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆนี้)