เจ้าแม่กาลี
กาลีหรือ กาลิกา (กาลราตรี) มีความหมายถึงสีดำ เป็นชื่อ ของพระอุมาภาคดุร้ายปางหนึ่ง เรื่องราวของศาสนาฮินดูมักเป็นเรื่องเล่าทำนองนิยายที่กล่าวถึงเรื่องราวของเทพเจ้าต่างๆ ทั้งในส่วนกำเนิดที่มาและพฤติกรรมการกระทำของเทพเจ้าองค์นั้นอันแสดงถึงพลังอำนาจของพระองค์ เรื่องราวของพระอุมานั้นเป็นศักติของพระอิศวรหนึ่งในมหาเทพสูงสุดของฮินดู คำว่า"อุมา"หมายถึงความรู้ แต่การเรียกขานต่อๆมาก็ปรากฏพระนามตามลักษณะท่าทีเท่าที่เรียกกันโดยมากมี พระปรรพตีหรือบารพตี เหมวดี ทุรคา (แปลว่าเข้าถึงมิได้หรือไปไม่ถึง) ส่วน "กาลี"บางที เรียก "สยามา" หมายถึง ความดำบางที่อาจเรียกว่า "เคารี" พระอุมาชายาของพระอิศวรนี้ จะนับถือปางสำคัญๆอยู่สามภาคคือ



พระอุมา-ปางใจดี ีมีพระพักต์สาวสวยงดงาม พระทุรคา-ปางดุร้าย มักทำเป็นรูปสตรีแปดมือทรงอาวุธต่างๆและมีสิงโตเป็นพาหนะ พระกาลี มักทำเป็นรูปสตรีมีสี่มือรูปร่างดุร้ายผิวกายมีสีดำซึ่งปางที่ดุร้ายอย่างทุรคาและกาลีนี้ กลับเป็นที่นิยมบูชาเชื่อว่าทรงพลังอำนาจในการให้พรผู้บูชาในการชนะศัตรูหรือประทานความ สำเร็จหรือชัยชนะศัตรูดังจะเห็นได้ว่าในเรื่องรามยนะของอินเดียตอนพระรามจะรบกับราวัน(ทศกัณฐ์) โดยพระรามหรือศรีรามจันทรได้กระทำการบูชาเจ้าแม่ทุรคาในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งตามปกติเขาจะบูชากันในฤดูใบไม้ผลิ ผลการบูชาในครั้งนั้นปรากฏว่าพระรามชนะจึงนับถือตามอย่างเป็นประเพณีของชาวเบงกอลสืบมา ส่วนพระแม่กาลีนั้นถือเป็นปางดุที่สุดของพระอุมาโดยมีตำนานเรื่องเล่าที่คล้ายกับปางทุรคาแต่ต่างชื่ออสูรที่ต้อง เสด็จแบ่งภาคออกปราบคือปางทุคาเป็นมหิษะอสูร(อสูรที่มีเชื้อสายจากควาย) ส่วนมหากาลีทรงปราบมาธูอสูร ที่ได้รับพรจากพระศิวะว่าให้มีชีวิตเป็นอมตะหากเลือดมาธูอสูรตกลงยังพื้นดินเมื่อใดก็จะเกิดอสูรอีกมากมายไม่สิ้นสุด มาธูอสูรนี้กำเริบมากรุกรานสวรรค์จนเหล่าเทพยดาต้องเดือดร้อน ร่วมกันกระทำพิธีบวงสรวงขอให้พระแม่ปารวตีทรง ช่วยเหลือเมื่อบัญกิจบูชาของเหล่าเทพสมบูรณ์พระแม่อุมาได้แบ่งภาคเป็น พระกาลิกาหรืออีกพระนามหนึ่งว่ากาลราตรีที่ หมายถึงสีดำโดยก่อนนั้นได้ทรงแสดงมายา

แห่งพระองค์เป็นปางอัมพิกาขี่สิงโตมีพระสิริโฉมงดงามเสด็จสู่สนามรบเมื่อเหล่าอสูรได้เห็น ความงามก็เกิดความรักใคร่แสดงตนพยายามจะได้นางเป็นชายาแต่นางได้ต่อสู้กับอสูรอย่างดุเดือดอสูรล้มตายสุดคณา นับจนพระแม่อัมพิกาพิโรธถึงขีดสุดได้แบ่งภาคพุ่งออกทางหน้าผากเรียกปางนี้ว่ามหากาลี เพราะทรงมีรูปร่างน่ากลัวดุร้าย ซึ่งการต่อสู้ได้ดุเดือดขนาดเทวีทั้งปวงได้เสด็จลงสู่สมรภูมิรบด้วยภาคอิทธิฤทธิ์จัดว่าเป็นการแสดงพลังอำนาจแห่งอิทธิฤทธิสูงสุด ของเพศแม่ทีเดียวจนอสูรทั้งหลายตายเกือบหมดเหลือมาธูอสูรที่พระกาลีทรงสังหารเท่าไรก็ไม่ตายเกิดเป็นอสูรมากมายเข้าต่อสู้อีก ร้อนถึงพรพะศิวะทรงประทานวิธีให้พระแม่กาลีทรงดื่มเลือดอสูรทุกครั้งอย่าให้ตกถึงดิน มาธูอสูรจึงถึงแก่ความตาย ซึ่งหลังจากชนะศึกอสูรมาธูครั้งนี้พระนางทรงดีพระทัย กระโดดเต้นเพื่อฉลองชัยชนะแต่ด้วยตบะอำนาจอันแรงกล้าจึงเกิดความเดือดร้อน ด้วยโลกธาตุทั้งปวงจะพังทลายหากพระนางกระทืบพระบาทร้อนถึงพระศิวะอีก ซึ่งจะเข้าห้ามปรามตรงๆก็เกรงความดุร้ายของพระนางจึง ใช้อุบายด้วยทราบดีว่าพระจิตด้านหนึ่งของพระกาลีนี้เป็นพระปารวตีที่รักและภักดีในพระศิวะยิ่งจึงทรงทอดพระกายลงบนพื้นที่พระนางจะกระทืบ พระบาทเมื่อพระกาลีเห็นพระศิวะที่พื้นก็ทรงชะงักขวยเขินที่จะทรงกระทำสิ่งไม่บังควรกับพระสวามีจึงทรงแลบลิ้นด้วยความขวยเขิน ภาพนี้จึงนำมาสร้างรูปเคารพหรือเขียนในหมู่ศิลปินเพราะแสดงถึงชัยชนะและการกลับสู่ความสงบร่มเย็น 



          อนึ่งปางพระแม่กาลี นี้มีผู้นับถือว่าเป็นปางหนึ่งของเทวีที่ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงประทานพรด้วยอำนาจอันไม่ยับยั้งหมายความว่า หากผู้ใดบูชาจนพระนางพอพระทัยจะประทานพรชนิดมากมายกว่าการบูชาเทพองค์ใดเพราะเป็นปางที่แสดงลักษณะปลดปล่อย จากความเลวร้ายทั้งมวล(เปรียบกับที่ทรงปราบมาธูอสูรผู้ดุร้าย) ปางทุรคาและกาลีนั้นแสดงถึงพลังอำนาจในการปกป้องของ ผู้เป็นเพศแม่ที่แสดงออกมา อย่างรุนแรงซึ่งเป็นภาวะธรรมชาติ ที่เพศหญิงเวลาแสดงอำนาจก็จะปราศจากความยับยั้งแสดงถึงภาวะอารมณ์ ที่กราดเกรี้ยวรุนแรงชนะเหตุผลทั้งปวงส่วนเมื่อยับยั้งก็แสดงด้วยการแลบลิ้นหมายถึงภาวะที่กลับสู่สมดุลที่ยังมีพลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัดอยู่ การบูชาพระกาลีนี้เหมาะกับพวกที่มีจิตใจกล้าได้กล้าเสียเป็นนามธรรมที่เน้นความสะใจทางอารมณ์มากกว่าข่มกลั้นแต่แสดงออกอย่างการมีอำนาจ มหาราชาในอินเดียแทบทุกพระองค์ต้องบูชาเทมวีพระองค์นี้แม่ในปัจจุบันนักธุรกิจที่ต้องต่อสู้แข่งขันก็ต้องบูชาเพราะการจะฟันผ่าอันตรายหรือ อุปสรรคได้นั้นต้องมีความดุดันห้าวหาญเปรียบเสมือนพระแม่กาลีที่เป็นภาคอิทธิฤทธิ์ชนะหมู่มารนั่นเองส่วนความเชื่อที่ว่าบูชาด้วยเลือดนั้นเป็น ความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากเดิมเพราะเนื้อแท้ของฮินดูนั้นเทพถือหลักอหิงสาแม้เทวนิยายจะดุดันน่ากลัวการบูชาพระแม่กาลีก็นิยมน้ำหวานที่มีสีแดง แทนเลือดแต่ต่อมาลัทธิตันตระที่ถุกบิดเบือนได้แปรเปลี่ยนเป็นยัญกรรมที่มอบด้วยเลือดและชีวิตซึ่งไม่ถือว่าถูกจารีตบูชาทวยเทพของฮินดูแท้ แต่เป็นคติของนิกายหนึ่งในอินเดียที่ไม่ถูกยอมรับและถูกรัฐบาลสั่งให้ยกเลิกในที่สุด.......