มณีนาคราช


    นากสวาดิ เป็นพลอยชนิดหนึ่งที่มีสีเขียวโดยจำแนกไว้สี่สัณฐานมีบันทึกในลิลิตฯดังนี้

โคลงสี่
นากสวาดิชาติสี่ไซ้ สัณฐาน
สีดั่งงูเขียวปาน เปรียบแท้
ผิวไผ่ตับเต่าทาน เสมอเทียบ
บางก็เขียวดำแล้ สี่สิ้นโดยแสดง ฯ

คือบอกลักษณะของนากสวาดิไว้สี่แบบโดยจำแนกตามสี คือ
๑. เขียวเหมือนสีงูเขียว
๒.เหมือนผิวไม้ไผ่ (เขียวเข้มน่าจะเป็นแก้วทึบด้วยวรรณะนี้)
๓. สีเขียวไม้ตับเต่า
๔. เขียวออกดำ
ซึ่งจะเห็นในว่าแตกต่างจากการแบ่งวรรณะ สีของมรกตที่ค่อนข้างชัดเจนแสดงว่าเป็นพลอยคนละชนิดกันอย่างแน่นอน มิฉะนั้นคงไม่แยกกล่าวถึงสองคราว นตำรานพรัตน์นี้กล่าวว่าเป็นเลือดที่พญาพาสุกรินนาคราชสำรอกออกมาในทีเเรก จึงมีการกล่าวถึงสรรพคุณไว้เป็นพิเศษว่า สามารถแช่น้ำนำมาแก้พิษอสรพิษต่างๆ ได้ทั้งผู้ที่ถือไว้จะมีอำนาจที่ทำให้ข้าศึกศัตรูต้องพ่ายแพ้ไป ส่วนการจะรู้ว่านากสวาดินี้แท้หรือไม่ก็คือราวเดือนสี่ จะปรากฏรอยที่เนื้อแก้วซึ่งผู้รู้บางท่านก็บอกว่า มีลักษณะเหมือนรูปงูและรอยดังกล่าวนี้ก็คงเป็น เช่นเนื้อพลอยทั่วไปที่มักมีรอยภายในที่เราเรียกว่า “รอยผักชี” นั่นเองแต่นากสวาดนี่ตำราจะกล่าวว่า จะปรากฏชัดในเดือนสี่ซึ่งรอยนี้จะปรากฏ ให้เห็นเพียงสามครั้งเท่านั้นในหนึ่งปีซึ่งในมติ ของผู้รู้บางท่านว่าการจะดูรอยที่ว่านี้คือต้อง มีพิธีกรรมบวงสรวงที่ถูกวิธีการด้วยโดยจะเห็น เป็นนิมิตรคล้ายกับมีงูอยู่ที่เครื่องบัดพลีนั้นก็มี เรื่องการดูสีแก้วและรอยต่างๆที่ปรากฏในแก้ว แต่ละชนิดเท่าที่ผู้เขียนค้นคว้าทดสอบดู นั้นคนโบราณท่านดูสองหรือสามชั้นคือ ดูลักษณะที่ปรากฏภายนอก ทั่วๆไปคือสีสรรวรรณะสมบัติบางประการเช่นไพฑูรย์บางชนิดแช่น้ำนม ขนาดร้อยเท่าน้ำหนักแก้วดวงนั้นจะเห็นสีแก้วส่องออกมาให้เห็นได้เป็นต้น กับดูรัศมีแสงของแก้วนั้นที่แผ่ออกมา ตามที่ศาสตร์ปัจจุบันเรียกว่า “ออร่า” (Aura) นั่นเอง เคยทดสอบนำพลอยที่มองแบบปกติเป็นสีหนึ่งแต่พอ ทดสอบด้วยการมองออร่าจะพบว่าแท้ที่จริงนั้นแก้วดวงนั้นแผ่รัศมี(ออร่า) ออกมาอีกสีหนึ่งหรือมากกว่าสีที่มีอยู่ก็มี อันนี้เป็นเรื่องของพลังงาน ที่แก้วแต่ละชนิดปล่อยออกมาส่วน รอยที่ปรากฏเป็นตัวนาคในเวลาเดือนสี่ นั้นจะเป็นรูปของเปลวรัศมีที่ปรากฏเนื่องจากสัมพันธ์กับการที่โลก เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในลักษณะที่เรียกว่า “จุดราตรีเสมอภาค”(กลางวันมีระยะเวลาเท่ากับกลางคืน) ก็อาจเป็นได้ซึ่งเรื่องสีและรัศมีของพลอยนั้นจะยังไม่กล่าวในเบื้องลึก เนื่องจากอาจยากแก่การทำความเข้าใจด้วยองค์ความรู้ที่จะพิสูจน์ได้นั้น ต้องมีการปรับให้เสมอกันเป็นประการสำคัญ พลอยนาคสวาดที่พบนั้นเท่าที่พบทางกายภาพจะเป็นพลอยหลายชนิด คือมีทั้งสีทึบและสีใสที่แสงผ่านได้เคยนำนากสวาดให้คนรู้จักกันอม ขณะรู้สึกไม่สบายเวียนศีรษะก็ปรากฏว่ามีอาการทุเลาดีขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที และบอกว่าพลอยนาควาดนั้นเวลาอมมีกระแสเหมือนไฟฟ้าอ่อน ๆ ดูดที่ลิ้น เเละทำให้น้ำลายมีรสหวาน ซึ่งมีบางราย เมื่อเอาน้ำลายที่อมนากสวาดิลองทาตรงที่แมลงป่องต่อยก็มีอาการทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด เรื่องนี้ยกมาเล่าเป็นส่วนประกอบเท่านั้นจัดเป็นปรากฏการณ์เฉพาะตัว ที่ไม่อาจ จะยืนยันได้ตามหลักเกณฑ์วิทยาศาสตร์จึงให้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล

ครุทธิการ
ครุทธิการเป็นรัตนะชาติที่ตำนานกล่าวว่า เกิดจากน้ำลายของพญาพาสุกินนาคราชที่สำรอกออกมาที่ลิลิตกำเนิดเนาวรัตน์เขียนว่า “เขฬะหยดครุทธิการ”พลอยชนิดนี้เท่าที่พบจะมีลวดลาย และเป็นแก้วทึบแสงตามตำราได้เเบ่งเป็นสามวรรณะดังนี้

โคลงสี่
ครุทธิการชาญเดชได้ โดยยินมาฤา
เขียวดั่งทองตกดิน คลุกเคล้า
ผิวสำริดมลทิน ไฟลวก หนึ่งนา
บางสุพรรณเซาเศร้า ส่อซ้ำเป็นสาม ฯ

     สรุปความว่า ครุทธิการนั้นมีสามวรรณะ คือ
     ๑.สีเขียวดั่งทองคำคลุกดินคือสีเหลืองที่มีลายสีดินประปรายอยากรู้ ใครมีทองรูปพรรณก็ลองเอาคลุกดินดูถ้าจะให้ถูกสตางค์หน่อยก็ ทองคำเปลวแท้ที่ใช้ปิดพระพุทธรูปนั่นลองคลุกดินดู จะให้บรรยายชัดกว่านี้ก็คงบอกไม่ถูกเหมือนกันครับ
     ๒..สีสำริดเกรียมไฟ วรรณะนี้มีสองประการคือสีสำริด ที่แก่ไฟคือที่ต้มน้ำโลหะทองสำริดจนถึงขั้นที่เรียกว่า “จัด”สีจะออกบรอนซ์ทองแดงถูกไฟเป่าคือเขียวอมน้ำตาล และอีกสีหนึ่งคือสีสนิมสัมฤทธิ์คือเขียวซีดลองดูงานสัมฤทธิ์เก่าก็ได้
     ๓.สีทองด้านคือเหลืองซีด สำหรับอิทธิคุณของครุทธิการนี้ กล่าวตามตำราว่าผู้ใดมีไว้จะมากด้วยเสน่ห์ เป็นที่รักแก่ชนทั้งปวงและมีชัยชนะแก่ศัตรูเจริญยศศักดิ์ พลอยชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมของขุนนางในสมัยโบราณที่นิยม หามาทำเครื่องประดับที่นอกเหนือจากนพรัตน์ทั้งเก้าประการ ยังกล่าวว่าครุทธิการนี้จะเเสดงเหตุเตือนเจ้าของด้วยหากสีซีดลง จะเเสดงว่ามีเคราะห์อาจเจ็บป่วยหรือมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ หากผู้สวมแหวนนี้ดื่มกินของมีพิษผิดสำแดงหรือต้องอาถรรพ์ รัตนะชาติชนิดนี้จะเกิดเหงื่อเป็นน้ำผุดขึ้นด้วย และบรรยายสรรพคุณต่ออีกว่า น้ำที่แช่พลอยชนิดนี้ จะเป็นยาวิเศษบำบัดโรคแก้อาถรรพ์ดังกล่าวได้ ผู้ดื่มกินน้ำที่แช่ครุทธิการเป็นประจำจะมีสังขารที่ ดูอ่อนวัยกว่าที่เป็นจริงด้วย อันนี้ให้พิจารณาดูเอานะครับเพราะยังไม่มีผู้พิสูจน์สักที และวิธีการใช้รัตนะชาติชนิดนี้ว่าต้องทำสิ่งใด บ้างก็มักปิดเป็นความลับจนบางครั้งไม่สามารถจะค้นคว้าได้ถึง

     บรรดาพลอยทั้งสองชนิด ที่เรียกว่านากสวาดิและครุทธิการนี้เป็นของหายากมีน้อย ไม่ดาษดื่นเช่นมรกตนานไปจึงไม่สามารถหามาดูหรือซื้อขายกันได้แพร่หลายและ มักมีการแอบอ้างมากกว่ารู้จริงจึงหายจากวงการอัญมณีไทยในที่สุดและหากใคร ได้ครอบครองพลอยสองสิ่งนี้ก็นับว่ามีบุญมากโขอยู่ที่ได้แก้ววิเศษจากตำนานไว้ครอบครอง สำหรับมณีนาคราชชนิดต่อไปนั้น




(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๑๐ เดือนมีนาคม ๒๕๔๘)