เรื่องเทวดาอำนวยผลให้มั่งคั่งร่ำรวยนี้เชื่อกันมาช้านานทั้งฝรั่ง-ไทย-จีน-แขก
ต่างก็มีเทพอันเป็นสัญญลักษณ์แห่งความร่ำรวยทั้งสิ้นชาวจีนดูจะมีความ
เชื่อเรื่องนี้ที่ชัดเจนตามห้างร้านคนจีน
มักมีให้เราเห็นอยู่ที่เรียกกันว่าฮก-ลก-ซิ่วหรือบางภูมิภาคก็บูชาไช่เซ่งเอี้ยทำเป็น
รูปเคารพภาพวาดหรือเป็นรูปไข่ทองคำก็มีสำหรับในบ้าน
เราชาวสยามที่ไม่เป็นสองรองใครในเรื่องความเชื่อได้ให้ความเคารพบูชา
มหาเทพแห่งความมั่งคั่งองค์หนึ่งมาช้านานเทพเจ้าองค์นี้มีตำนานที่เกี่ยวข้องกับ
พระพุทธศาสนาโดยตรงและดำรงตำแหน่งท้าวมหาราชผู้พิทักษ์ เหล่ามนุษย์โลก
ประจำทางทิศอุดรเป็นเทพยเจ้าแห่งยักษ์และภูตผีอมนุษย์
ที่สำคัญสุดๆท่านเป็นเจ้าแห่งทรัพย์ด้วยครับขึ้นว่าความมั่งคั่งทั้งมวล
ในหมู่เทพไม่มีใครเกิน ท่านเทพพระองค์นั้นมีนามว่าท้าวกุเวร(เวสสุวัณ)
ตำนานดึกดำบรรพ์ของชาวพุทธเล่าไว้ว่า
ท้าวเวสสุวัณองค์ปัจจุบันนี้อดีตคือ
เจ้าของโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ในสมัยพุทธันดรกัปที่แล้ว
พุทธันดรกัปที่แล้วคงต้องอธิบายความหมายดังนี้ ชาวพุทธโบราณ
ได้เรียกขนาดอายุขัยของดาราจักรทางช้างเผือก นี้ว่า ภัทรกัป
หมายถึงยุคที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ๕ พระองค์
เท่ากับภัทรกัปถูกแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน แต่ละส่วนนั้นจะเรียกว่า พุทธันดรกัป
ในปัจจุบันเนื่องอยู่ในพุทธันดรกัปที่ ๔ คือ ยังอยู่ในสมัยของ
พระศรีศากยมุนีสัมมา สัมพุทธเจ้าโดตมโคตรคือพระพุทธเจ้าองค์ที่เป็น
พระบรมศาสดาของเราท่านทั้งหลายนี่เอง
ชาติปางหลังล่าสุดของท้าวเวสสุวัณองค์ปัจจุบันเมื่ออยุ่ในยุคพุทธันดร
กัปที่แล้ว ก็หมายถึงว่าเคยเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในยุคพุทธันดรกัปที่ ๓ อันเป็น
ยุคของ พระกาศยะปะสัมมาสัมพุทธเจ้า(บางท่านเรียกว่า กัสสป แต่ผู้เขียนขอใช้
กาศยะปะ)ซึ่งในขณะนั้น พระพุทธเจ้าประจำยุคพุทธันดรกัปที่ 4 ครั้งบำเพ็ญ
บารมีเป็นนิยตโพธิสัตว์ ก็เคยมีอดีตชาติ เป็นมนุษย์ชื่อว่าโชติปาลมาณพ ส่วน
ท่าน ท้าวฆฎิการพรหม มหาพรหมองค์ที่ถือบาตรจีวรตามมาถวายเจ้าชายสิ
ทธัตถะราชกุมารตอนออกบวชก็เป็นช่างปั้นหม้อโยมอุปัฏฐากคนสำคัญของ
พระศากยปะสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เช่นกัน ส่วนท้าวสหัมบดีพรหมมหาพรหม
องค์ที่กล่าวว่ามนุษย์เป็นเหมือนบัว ๓ เหล่า
ท่านท้าวเวสสุวรรณท่านบำเพ็ญบารมีอันใดที่
ส่งผลให้ท่านมีบารมียิ่งใหญ่เป็นหนึ่งในสี่มหาราชเทวะผู้คุ้มครองโลกและมี
บารมีในการเป็นผู้มั่งคั่งที่สุดในหมู่ทวยเทพ
คืออย่างนี้ตอนนั้นท่านเป็นเพียง
เจ้าของโรงงานทำน้ำตาล(ก็คงน้ำตาลจากอ้อยหรือมะพร้าวนี่ล่ะ)เล็กๆได้ปัน
ส่วนกำไรจากการขายน้ำตาลออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เป็นทานกับ
สาธารณะโดยสร้าง สวนสาธารณะให้เป็นที่พักผ่อนเป็นประโยชน์แก่คนทั้ง
หลายและอีกส่วนหนึ่งท่านทำบุญถวายทานในพุทธศาสนาที่มีองค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กาศยปเป็นประธานปรากฏว่าท่านทำอย่างนี้
ได้ไม่นานผลกำไรจากการค้าของท่านยิ่งงอกเงยเข้าทำนองทำดีโดยสุจริต
ท้าวกุเวรทำทานลักษณะนี้จนได้ผลกำไรจนเพิ่มโรงงานน้ำตาลเป็น๗โรงกำไรมหาศาล
ท่านก็สร้างโรงทานและถวายกุศลจนตลอดชีวิตท่าน ผลแห่งกุศลทานบารมีที่ท่านเจ้า
พ่อโรงงานน้ำตาลได้บำเพ็ญในครั้งนั้นเมื่อท่านจุติ(เคลื่อนไป)จากมนุษย์ก็ไปอุบัติเป็น
เทวราชผู้มีศักดายิ่งใหญ่ทรงพระนามว่าท้าวเวสสุวัณหรือกุเวรมีมหานครอันรื่นรมย์
และมั่งคั่งสุดยอดไม่เคยปรากฏมีท้าวเวสสุวัณองค์ใดในอดีต
จะมั่งมีเสมอเหมือน(ท้าวเวสสุวัณหรือกุเวรนี่เป็นตำแหน่งครับ
ขึ้นกับว่าผู้ใดมีบารมียิ่งใหญ่ก็มาดำรงตำแหน่งเหมือนตำแหน่ง
ท่านท้าวสักกะเทวราชเป็นคติชาวพุทธครับที่ควรคิดและเชื่ออย่างนี้
เพราะทุกอย่างเกิดจากบุญบารมีคือการกระทำในอดีตส่งผลอันนี้ถือว่าเป็นสัจจธรรม
ความมั่งคั่งของท่านท้าวกุเวรหรือเวสสุวัณองค์นี้(ปัจจุบัน))
ขนาดพระบรมศาสดาศรีศากยะมุนียังทรงยกย่องว่าบริบูรณ์ด้วยทรัพย์มากประมาณ
เพราะ ท่านท้าวกุเวรนี่ท่านมีกัลปพฤกษ์ต้นไม้ทิพย์ที่ออกผล
ได้เป็นสิ่งของตามที่ขออธิษฐาน (แบบนี้ขอไปไว้บ้านสักต้นคงดีแฮะ) ว่ากันว่า
บรรดาอาภรณ์ที่ท้าวมหาราชอีกสามพระองค์ (ท้าววิรูปัก ท้าววิรุฬหก
ท้าวธตรฐ)ทรงนั้นก็มาจากต้นกัลปพฤกษ์ของท่านท้าวกุเวรนี่เอง.
.
ท่านท้าวกุเวรในพุทธศาสนากล่าวว่าเป็นอริยะบุคคลชั้น
พระโสดาบันเอกพิชีคือเกิดอีกชาติเดียวก็จะสำเร็จอรหันต์
จึงมีภูมิธรรมสูงในคราวที่ จุลสุภัททะปริพาชกเกิดความสงสัย
ในความเป็นมาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน
ก็ปรากฏพระองค์แสดงธรรมคลี่คลายความสงสัยให้และเมื่อครั้ง
พระโมคคัลลานะอัครมหาสาวกเบื้องขวาแห่งพระบรมศาสดา
ผู้เลิศด้วยอิทธิฤทธิ์ได้เดินทาง ไปยังมหาปราสาทไพชยนตวิมาน
ท่านท้าวเวสสุวัณ(กุเวร)องค์นี้ละก็ได้เสด็จไปร่วมต้อนรับด้วย
และยังเป็นประจักษ์พยานตอนพระมหาโมคคัลลานะใช้เท้าจิกพื้นไพชยนตวิมาน
จนเกิดการสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งดาวดึงส์
เทวโลกอันเป็นการเตือนสติท้าวสักกะเทวราชอีกด้วยเช่นกัน
พระเจ้าพิมพิสารอัครอุบาสกผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
ที่ถูกพระเจ้าอชาตศัตรูกระทำปิตุฆาตก็ได้อุบัติมาเป็นท่าน ชวนสภะ
เสนาบดีตนหนึ่งของท่านท้าวกุเวรอันนี้ก็เป็นการยืนยันถึงบารมีของท่านอีกเรื่องหนึ่งในฏีกามาลัยเทว
สูตรยังมีบางความที่บอกเล่าถึงคทาอันเป็นอาวุธของท่านท้าวเวสสุวัณ
ว่ามีอานุภาพขนาดทำลายโลกดวงนี้ได้เป็นจุลวิจุลในพริบตา
ถือว่าคทาวุธของท่านท้าวกูเวร (เวสสุวัณ)
นี่เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดศาสตราวุธที่พุทธศาสนากล่าวถึงทำให้เกิดความเชื่อใน
การกล่าวคาถาจตุราวุธที่พระเกจิอาจารย์นำมาปลุกเสกมีดหมอที่ใช้กำหราบสิ่งชั่วร้ายต่างๆ
และนำมาใช้ประกอนยันต์โสฬสมงคลของวิทยาคมบางสำนักที่ใช้ทำ
อาถรรพ์สำหรับเสาเอกบ้านตามความเชื่อของชาวสยามประเทศเรา
คติความเชื่อของชาวพุทธทั้งในสยาม, ทิเบต,
ขอมหรือกัมโพชะ, ชาวชวาในอดีตที่ครั้งพุทธศาสนายังรุ่งเรือง
ในแถบนั้นขนาดสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าบุโรบุดโดและประเทศที่นับถือพุทธศ่าสนาอีกมาก
รวม
ทั้งความเชื่อในพวกพราหมณ์หรือฮินดูเองต่างก็นับถือว่ารูปของเทวราชจตุโลกบาลพระองค์นี้
เป็นสัญญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งไพบูลย์เป็นรูปมหามงคลที่หากมีไว้ในบ้านเรือนก็อาจอำนวย
ความมั่งมีและป้องกันภัยพิบัติต่างๆได้อีกด้วยการสร้างรูปเคารพของมหาเทพองค์นี้มีมา
ช้านานการจัดสร้างต่างตำหรับตำราทั้งมีหลายรูปแบบ เช่น ประเจียด ผ้ายันต์
มีดหมอ ตะกรุดรวมถึงรูปขององค์ท่านท้าวกุเวรเองต่าง
ปรากฏอภินิหารเป็นอเนกประการหากการจัดสร้างและขอบารมีจากองค์ท่านถูก
วิธีสำหรับท่านที่มีความสามารถเห็นรัศมีพระเครื่องจะเป็นโดยสมาธิจิตหรือการ
ดูออร่าตามแบบที่ชาวฝรั่งมังค่าเพิ่งตื่นเต้นสนใจกันก็อาจเห็นรัศมีบารมีขององค์
ท่านเป็นสีเหลืองอมทอง,ขาว,เขียวเป็นเลื่อมลายได้เอง
(ย้ำนะครับถ้าทำผู้สร้างทำถูกวิธีเดียวไปดูเเล้วไม่ตรงจะมาต่อว่าผู้เขียน)
น่าสังเกตอยู่เรื่องนะครับว่าท่านท้าวกุเวรกับท่านพระสิวลีซึ่งต่างก็ถูกยกย่องว่า
มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องทรัพย์สินต่างท่านท้าวกุเวรเองเมื่อก่อนท่านก็ทำ
โรงงานน้ำตาลส่วนท่านพระสิวลีเถระท่านก็เคยได้อานิสงค์จากการถวายน้ำผึ้งการ
บูชาอิทธิวัตถุในปัจจุบันดูสับสนปนเปไปมั่วไปหมดสมัยโบราณท่านแบ่งไว้ชัดนาการ
ขอสิ่งที่เป็นไปตามความต้องการของมนุษย์ในทางโลกีย์วิสัยกับพระพุทธหรือรูปอริยะสงฆ์
สาวกเป็นการไม่บังควรครับด้วยรูปเคารพดังกล่าวมีนัยให้รำลึกรู้ถึงธรรมอันเป็นเครื่องพา
ให้หลุดพ้นโลกวิสัยการเป็นชาวพุทธแล้วเที่ยวบนบานร้องขอกับรูปพระบรมศาสดา
หรืออริยะสงฆ์ในเรื่องที่พระองค์ทรงสอนให้ละวางนั้นถูกต้องละหรือ?
โบราณท่านทำรูปพระสิวลีเถระเจ้าประดิษฐานให้พุทธษริษัทเคารพบูชา
ย่อมมีผลในทางความคล่องตัวราบรื่นพอกินพอใช้แบบสังคมชาวพุทธที่ใช้เศรษฐกิจ
แบบพอเพียงยังอัตภาพให้พออยู่เพื่อปฏิบัติธรรมให้บรรลุตามคำสอนพระศาสดาเท่านั้น
ท่านที่เที่ยวบนบานร้องขอกับพระพุทธรูปและรูปพระอริยะสงฆ์พึงทำความเห็นให้ถูกต้อง
ตามที่โบราณกำหนดคือรูปพระพุทธและพระอริยะสงฆ์เคารพบูชา
เพื่อน้อมรำลึกถึงธรรมอันเป็นเครื่องน้อมนำให้ใจพ้นทุกข์หวังประโยชน์ในทางธรรมเป็นหลัก
ทั้งเป็นการละเว้นจากบาปกรรมอันเกิดจากการปรามาสโดยรู้เท่าไม่ถึงการ
ส่วนการรำลึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่น้อมนำประโยชน์ทาง
โลกท่านมักจัดรูปเคารพเป็นลักษณะอื่นเช่นรูปเทพยดาต่างๆเรื่องนี้ชาวจีนดูจะ
มีเปรียบชาติอื่นเพราะเห็นจะจัดเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับกิเลสความต้องการของมนุษย์
ไว้เกือบครบถ้วนทุกด้านใครต้องการสิ่งใดก็บนบานร้องขอกันเอาตามความพอใจ
เรื่องการบนบานนี้เหมือน......
(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๑๐
เดือนมีนาคม ๒๕๔๗)
|