พระพุทธแซกคำ
ประวัติพระพุทธแซกคำ ก่อนมาประดิษฐานในไทย
   พระพุทธแซกคำเป็นพระพุทธรูปเนื้อทองคำโบราณหน้าตักกว้าง ๑๘ นิ้ว สูง ๖๕ เซนติเมตร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ๙ องค์ สมัยนั้นพระพุทธแซกคำเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญมาก เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของอาณาจักรลานนาจนถึงสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีความจำเป็นต้องเสด็จไปครอง ราชสมบัติยังอาณาจักรล้านช้าง พระนครศรีสัตนาคนหุต(หลวงพระบาง) โดยได้ทรงอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญไปด้วย ๓ องค์คือพระแก้วมรกต พระพุทธแซกคำและพระบาง    ในปี พ.ศ. ๒๑๐๐ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทรงย้ายราชธานีจากหลวงพระบางมายัง นครเวียงจันทน์และได้ทรงอัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสามไปด้วย พระพุทธแซกคำจึงประดิษฐานที่เวียงจันทน์สืบมานานถึง ๒๖๙ ปี ในสมัยนั้นแต่ละอาณาจักรจะแสดงความยิ่งใหญ่โดยพยายามแผ่ขยายอาณาเขตให้ได้มากที่สุดขึ้นกับว่าอาณาจักรใด แข็งแรงกว่ากันจึงมีการรบพุ่งกันเสมอ เมื่ออาณาจักรใดตกเป็นเมืองขึ้นของอีกอาณาจักรหนึ่ง ทรัพย์สมบัติตลอดจน โบราณวัตถุก็จะถูกอัญเชิญไปไว้ยังอาณาจักรที่เป็นใหญ่ ในสมัยกรุงธนบุรีมีบันทึกว่าเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ยกทัพไปตีลาวแต่ไม่ได้อัญเชิญพระพุทธแซกคำกลับมา อาจเป็นเพราะมีการนำไปเก็บซ่อนอย่างมิดชิดนั่นเอง ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ปีพ.ศ. ๒๓๖๙ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นพระยาราชสุภาวดีในขณะนั้นเป็นแม่ทัพไปปราบกบฏเวียงจันทน์ จับกุมตัวเจ้าอนุกษัตริย์นำตัวมากรุงเทพมหานคร ในการณ์นี้ได้อัญเชิญพระพุทธแซกคำมาทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระโสมนัสและโปรดให้นำไปประดิษฐาน ณ ชุกชีที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมานายภู่ ต้นสกุลภมรมนตรี ได้ถวายตัวเข้ารับราชการตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในรัชกาลที่ ๒ มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกเหนือบ้านปูน ตำบลบางยี่ขัน (แขวงบางยี่ขันในปัจจุบัน) ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ นายภู่ จางวางได้รับพระราชทานตำแหน่งจางวางมหาดเล็กเป็นพระยาราชมนตรีบริรักษ์ และได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นว่าการพระคลังมหาสมบัติ ต่อมาพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ได้พระราชทานบ้านที่พระศรีสุนทรโวหาร(สุนทรภู่) อาศัยอยู่(ทางตอนเหนือของท่าพระ(ท่าช้างวังหลัง) ให้แก่พระยาราชมนตรีบริรักษ์ พระยาราชมนตรีฯจึงยกบ้านเดิมของท่านสร้างเป็นวัด แล้วนำความกราบบังคมทูลน้อมเกล้าถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ พระองค์ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวงพร้อมกับพระราชทานนามว่า "วัดคฤหบดี" และได้พระราชทานพระพุทธแซกคำไว้เป็นพระประธานในพระอุโบสถด้วยอ่านเพลินมาถึงตอนนี้เนื้อที่หมดแทบไม่รู้ตัวเลยครับ เนื่องจากรายละเอียดของวัดนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอีกมาก รวมทั้งปาฏิหาริย์ที่บังเกิดจากพระพุทธแซกคำปรากฏแก่ผู้ใกล้ชิดและพุทธศาสนิกชนหลายท่าน ผมจึงขอเรียนนำเสนอเรื่องดังกล่าวแก่ท่านสมาชิกในฉบับหน้า กรุณาอย่าพลาดนะครับ . . . .